กรณี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. หัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามนอมินี สนธิกำลังร่วมกับกองบัญชาการสอบสวนกลาง กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8, ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ สภ.เกาะพะงัน เปิดแผน “ปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” เพื่อตรวจค้นเครือข่ายต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ปรึกษา สำนักกฎหมาย และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มบริษัทนิติบุคคลที่ใช้นอมินีคนไทยถือครองที่ดิน เพื่อตรวจยึดเอกสารมาตรวจสอบและติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 ราย เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่เสนอมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

‘พล.ต.ท.จิรภพ’ เผยนายกฯ สั่งจัดการปัญหานอมินี-สวมสิทธิ์ที่ดิน ขยายอิทธิพลให้สิ้นซาก

ความคืบหน้าวันที่ 14 พ.ค. พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติในการเข้าตรวจสอบว่า ผลการตรวจค้นบริษัทต้นน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายและการบัญชีจำนวน 6 บริษัท พร้อมตรวจยึดเอกสาร 788 รายการ, คอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง, ตราประทับบริษัทต่างๆ 245 บริษัท และเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนปากคำ 13 คน

ตรวจค้นบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทนอมินี 24 บริษัท ตรวจสอบยึดเอกสารสิทธิที่ดิน 36 แปลง เนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน มูลค่า 150 ล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทนิติบุคคล หรือผู้มีอำนาจ ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, ครอบครองที่ดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 24 คดี และแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คดี จับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 2 ราย คือ น.ส.อมีนา และ นายประทาน ในข้อหา เป็นผู้มีสัญชาติไทย ร่วมกันให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสามโดยที่คนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในบริษัทจำกัดเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542

ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า น.ส.อมีนา ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทหนึ่งในพะงัน และนายประทาน เป็นน้องชาย มีชื่อเข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำกัดต่างๆ จำนวน 187 บริษัท แยกเป็น น.ส.อมีนา 144 บริษัท นายประทาน 43 บริษัท และต่อมาตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมบริษัทนิติบุคคลของชาวต่างชาติที่ทั้ง 2 เป็นกรรมการ และจับกุม น.ส.อมีนา ดำเนินคดีไปแล้ว 8 คดี ศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้ว 2 คดี อยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล 2 คดี และชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี แล้วล่าสุดถูกออกหมายจับในคดีให้การช่วยเหลือกรณีจับกุมร้านอาหารของชาวอิตาลี

พล.ต.ต. สุวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการแต่งตั้งคณะ ทำงานสืบสวนจับกุมการประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายของชาวต่างด้าว โดยมีผลปฏิบัติ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567- ปัจจุบัน รวม 39 คดี ในจำนวนที่ศาลพิพากษาแล้ว 3 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 1 คดี อยู่ชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี และอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 31 คดี และในการเปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามนอมินี เมื่อวันที่13 พ.ค. มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและรับเป็นคดีอาญา 25 คดี และจะต้องมีการขยายผลบริษัทต้องสงสัยอีกจำนวน 187 บริษัท แม้ว่าที่ผ่านมาก็บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีการแต่งคณะพนักงานสอบสวน เพื่อคลี่คลายคดีส่วนนี้อยู่แล้วแต่กำลังพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ จึงได้ทำบันทึกเสนอ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 ให้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน คดีนอมีนี เพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้สามารถสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับบริษัทนอมินี ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม

นอกเหนือจากการขอสนับสนุนกำลังพนักงานสอบสวนจาก กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 แล้ว ก็จะนำโปรแกรม SPNI ซึ่งพัฒนาโดยชุดสืบสวนขยายผลยาเสพติด และฟอกเงิน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ที่เป็นโปรแกรมประมวลผลด้านข้อมูลเข้ามาเป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวนสืบสวนในการวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากคดีนอมินี เป็นคดีที่ซับซ้อน มีความเกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และเส้นทางการเงิน เป็นจำนวนมาก ซึ่งโปรแกรม SPNI จะช่วยให้พนักงานสอบสวนทำงานรวบรวมเอกสารและขยายผลได้เร็วขึ้น ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ. สุราษฎร์ธานี กล่าว