นายณรงค์ชัย ลิมป์ปิยาภิรมย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แคริว่า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญใน การพัฒนาดิจิทัลโซลูชันด้านเฮลท์แคร์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขในปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่ภาวะขาดแคลนบุคลากรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาระงานเอกสาร จำนวนมากที่ดึงเวลาแพทย์ไปจากผู้ป่วย บริษัท มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงอยากนำ เทคโนโลยีเข้ามาเป็นผู้ช่วยจัดการงานที่ซ้ำซ้อนและลดข้อผิดพลาด เพื่อคืนเวลาให้แพทย์สามารถกลับมาดูแลผู้ป่วยได้ อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

บริษัท แคริว่า (ประเทศไทย) และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เล็งเห็น ความจำเป็นเร่งด่วนในการอุดช่องโหว่เชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย จึงนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปลดล็อก ศักยภาพและพลิกโฉมระบบโรงพยาบาลด้วย 4 นวัตกรรมหลัก ซึ่งจะช่วยยกระดับสาธารณสุขไทยสู่การเป็น Smart Hospital อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งคืนเวลาให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

1. MOR-ASR: นวัตกรรมเปลี่ยนเสียงพูดเป็นเวชระเบียน

บุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องคอยก้มหน้าพิมพ์คอมพิวเตอร์ระหว่างซักประวัติอีกต่อไป เพราะนวัตกรรม ‘MOR-ASR’ จะเข้ามาช่วยรับฟังและจดบันทึกให้อัตโนมัติ ความพิเศษของ MOR-ASR คือไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมพิมพ์ตามคำ บอกทั่วไป แต่เป็นผู้ช่วย AI ที่เข้าใจคำศัพท์เฉพาะทางแพทย์อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญคือถูกออกแบบมาเพื่อบุคลากร ทางการแพทย์ในไทยโดยเฉพาะ ระบบจึงสามารถประมวลผลการพูดสลับไทยคำอังกฤษคำ (Code-switching) รวมถึงจับสำเนียงภาษาอังกฤษแบบคนไทยได้อย่างแม่นยำ

ตัวระบบออกแบบมาให้ตอบโจทย์การทำงาน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ OPD Clinical Record Form สำหรับแผนกผู้ป่วย นอก ซึ่งแพทย์สามารถบันทึกเสียงไปพร้อมกับการซักประวัติผู้ป่วย หรือเลือกบันทึกเพื่อสรุปข้อมูลหลังการตรวจ เสร็จสิ้น, IPD SOAP Form สำหรับแผนกผู้ป่วยใน ซึ่งระบบจะช่วยจัดการบันทึกอาการ ผลการตรวจร่างกาย ตลอดจนแผนการรักษา และ Nurse note สำหรับการบันทึกทางการพยาบาล ช่วยให้ทีมแพทย์และพยาบาลจัดการ เอกสารและดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับการใช้งานในแผนกผู้ป่วยใน เมื่อแพทย์ระบุเพียงคำสำคัญไม่ว่าจะเป็นเพียงการพูดตัวย่อ ระบบ AI จะเข้ามา ประมวลผลต่อโดยอัตโนมัติ ทั้งการขยายความและจัดเรียงเนื้อหาตามมาตรฐานสากล (JCI) พร้อมส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เวชระเบียนของโรงพยาบาล ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ผลจากการใช้งานจริงในโรงพยาบาลชั้นนำอย่างโรงพยาบาลใน เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ พบว่านวัตกรรมนี้ช่วยลดภาระงานเอกสารได้ถึง 50%

2. AI-Translators: ทลายกำแพงภาษา ลดความเสี่ยงทางคลินิก

เมื่อไทยเดินหน้าสู่การเป็น Medical Hub ระดับโลก โรงพยาบาลหลายแห่งจึงมีการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ทว่าอุปสรรคทางภาษาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการสื่อสารเท่านั้น แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กำแพงทางภาษาอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและชีวิตของผู้ป่วย

แคริว่า จึงได้พัฒนาระบบ ‘AI-Translator’ ซึ่งเป็นระบบแปลภาษาทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ที่รองรับได้มากกว่า 27 ภาษา (รวมถึงภาษาที่ซับซ้อนอย่าง โปแลนด์ ตุรกี หรือจีนกวางตุ้ง) จุดเด่นที่แตกต่างจากแอปพลิเคชัน แปลภาษาทั่วไปคือ การแสดงผลแบบคู่ขนาน (Dual Transcripts) โดยระบบจะแสดงคำแปลควบคู่กับภาษาอังกฤษ เสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจทานความถูกต้องได้ทันทีและป้องกันความคลาดเคลื่อนทางการสื่อสาร

นอกจากนี้ ระบบยังทำงานภายใต้หลักการยึดถือความเป็นส่วนตัวสูงสุด (Privacy-First) โดยจะไม่มีการเก็บบันทึก ข้อมูลการสนทนาใด ๆ โรงพยาบาลจึงสามารถมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐาน กฎหมาย PDPA อย่างสมบูรณ์

3. Helix Star: ถอดรหัสพันธุกรรม สกัดกั้นภัยเงียบจากอาการแพ้ยา

“อาการผื่นแพ้ยารุนแรง” หรือ Severe drug allergy คือความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจแฝงอยู่ในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ ตัว ปัจจุบันพบว่าคนไทยกว่า 9.7 ล้านคนมีรหัสพันธุกรรมของยีน HLA-B ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ โดยหากเกิด อาการดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดผื่นผิวหนัง ตุ่มน้ำพอง ผิวหนังหลุดลอก หากเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรง จะทำให้เกิดอวัยวะภายในล้มเหลว หรือเสียชีวิตได้

แคริว่า จึงได้พัฒนา ‘Genomics (Helix Star)’ นวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรรมแบบสายยาว หรือ Long-Read Sequencing มาใช้ในการถอดรหัสพันธุกรรมได้อย่างแม่นยำ โดยจุดเด่นอยู่ที่การเจาะเลือดเพียงครั้ง เดียวแต่สามารถประเมินความเสี่ยงการแพ้ยาได้ครอบคลุมถึง 15 ชนิดใน 6 กลุ่มยาหลัก (เช่น ยากันชัก และยา ปฏิชีวนะ) ข้อมูลพันธุกรรมเหล่านี้จะกลายเป็น “ประวัติสุขภาพ” ที่ใช้งานได้ตลอดชีวิต ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผน การรักษาได้อย่างแม่นยำ หากมีการสั่งจ่ายยาในกลุ่มเสี่ยง ผลการตรวจดังกล่าวจะช่วยให้ทราบและหลีกเลี่ยงได้ทันที นับเป็นกลไกการป้องกันเชิงรุก (Proactive Safety) ที่ช่วยปกป้องชีวิตผู้ป่วยได้ตั้งแต่ต้นทาง

4. Medicart: รถเข็นยาอัจฉริยะ  

แม้กระบวนการวินิจฉัยและสั่งยาของแพทย์จะมีความแม่นยำเพียงใด ทว่าหากเกิดความคลาดเคลื่อนในขั้นตอนการ แจกจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วย ย่อมส่งผลกระทบร้ายแรงตามมา ‘Medicart’ จึงถูกออกแบบมาในฐานะรถเข็นจ่ายยาอัจฉริยะ เพื่อช่วยอุดช่องโหว่และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เร่ง รีบในหอผู้ป่วย

ระบบการทำงานของรถเข็นจ่ายยาอัจฉริยะเน้นความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยพยาบาลจะต้องยืนยันตัวตนก่อนการใช้ งาน โดยการ login เข้าสู่ระบบโรงพยาบาล HIS ของตนเองก่อน และสแกนบาร์โค้ดที่ข้อมือผู้ป่วยทุกครั้ง เมื่อข้อมูล สอดคล้องกับรหัสผู้ป่วย(HN) ระบบจะปลดล็อคลิ้นชักยาโดยเฉพาะของผู้ป่วยรายนั้น นวัตกรรมนี้จึงช่วยปิดช่องโหว่ เรื่องการหยิบยาผิดหรือสลับตัวผู้ป่วยได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งตัวรถยังมีน้ำหนักเบา ดูแลรักษาง่าย และมาพร้อมเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น เพื่อคงสภาพยาให้สมบูรณ์ที่สุดจนกว่าจะถึงมือผู้ป่วย

“นวัตกรรมทั้ง 4 โซลูชันได้รับการพัฒนาจากแนวคิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างครอบคลุม เริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูล การประเมินความเสี่ยงระดับพันธุกรรม ไปจนถึงการปฏิบัติงานจริงที่เตียงผู้ป่วย เพื่อคืนเวลาให้บุคลากรทางการแพทย์ได้กลับไปดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและเต็มศักยภาพอีกครั้ง” นายณรงค์ชัย กล่าว