เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 14 ก.ค.69 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการคาดการณ์สภาวะอากาศ และพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังและดินโคลนถล่ม ในห้วงระหว่างวันที่ 14-18 พ.ค. 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยนายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ร่วมประชุม

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีประกาศเปลี่ยนช่วงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝนในวันที่ 15 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป พร้อมทั้งได้คาดหมายลักษณะอากาศในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ในระยะครึ่งหลังของเดือนจะมีฝนตกชุกหนาแน่นเพิ่มขึ้น และอาจมีพายุก่อตัวบริเวณทะเลอันดามันหรืออ่าวเบงกอลเคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือเข้าสู่ทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำลั้นตลิ่งในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงวันที่ 14-18 พ.ค. 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 54 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 โดยดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติตลอดจนแผนเผชิญเหตุที่ได้มีการซักซ้อมในห้วงเวลาที่ผ่านมา

“ให้จังหวัดตรวจสอบพื้นที่เขตชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก โดยเร่งเปิดทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำ คู คลอง เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน และเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจที่มีลักษณะคูเชื่อมแหล่งน้ำสาธารณะที่เชื่อมโยงกับทางน้ำหลัก เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับและลำเสียงน้ำลงสู่แม่น้ำสายต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ใช้ในการเผชิญเหตุให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เสี่ยงภัยในแต่ละเขตพื้นที่ และติดตั้งเครื่องจักรกลฯ ในพื้นที่เสียงภัยเป็นการล่วงหน้า รวมถึงเตรียมแผนสำรองในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินอื่น ๆ นอกจากนี้ให้สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติเพื่อป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์อุทกภัยตลอดจนดินโคลนถล่มหรือวาตภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่มักก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชน ทั้งการยกอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูง การตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง รวมถึงสายด่วนรับแจ้งเหตุหรือขอรับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของจังหวัด และกำชับเจ้าหน้าที่สแตนด์บายรับสายและประสานบูรณาการหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง” รมช.มหาดไทย กล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า ในการดำเนินการมาตรการเพื่อป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ตลอดจนถึงสถานการณ์ภัยต่าง ๆ ขอให้คาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่รุนแรงหรือร้ายแรงที่สุด เพื่อวางระบบและกำหนดแผนในการเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์ภัยอย่างหลากหลายด้าน และแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ จึงถือเป็นบทเรียนที่สำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันถอดบทเรียนในหลายครั้ง จึงขอให้ได้นำแนวทางที่ได้รับจากการถอดบทเรียนเหล่านั้นมาใช้ปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน

.
“พี่น้องประชาชนสามารถติดต่อสอบถามหรือขอรับความช่วยเหลือจากสถานการณ์อุทกภัยตลอดจนภัยต่าง ๆ ได้ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยรับสายให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐ เพื่อเป็นการป้องกันความสูญเสียและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทั้งขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นในการดำเนินการของภาครัฐในด้านการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ต่าง ๆตลอดจนความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที”รมช.มหาดไทย กล่าว

สำหรับจังหวัด 54 จังหวัด ที่เฝ้าระวังสถานการณ์ในห้วง วันที่ 14-18 พ.ค. 69 ได้แก่ ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง 11 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้ 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล.



