ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ วัดอุดมพรหมวิหาร ต.คูตัน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.ต.ต.ฉัตรวรรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นติดตามสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา รวมถึงเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดน ร่วมกับนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผวจ.สุรินทร์ นอภ.กาบเชิง ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น-ท้องที่ และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับและนำเสนอแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่างๆ อย่างหลากหลาย

โดยผู้นำท้องถิ่นและประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เสนอให้มีการจ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยให้กับชุดชรบ.ในแต่ละหมู่บ้านๆ ละ 2,000 บาทเป็นระยะเวลา 2 เดือน และเงินสนับสนุนหมู่บ้านพื้นที่ชายแดนทุกหมู่บ้านๆ ละ 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ นอกเหนือจากเงินเยียวยาให้แก่ชุด ชรบ.ที่ปฏิบัติงานพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ เสนอให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตทั้งค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ชายแดน และเร่งตรวจสอบและทำลายวัตถุระเบิดที่ยังเหลือค้างอยู่ในพื้นที่เกษตรให้มีความปลอดภัย
จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จ.สุรินทร์ได้รับผลกระทบ 2 ครั้ง คือ ระหว่างวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 และระหว่างวันที่ 8 – 28 ธ.ค. 2568 ส่งผลให้อำเภอตามแนวชายแดนได้รับความเสียหาย ได้แก่ อ.กาบเชิง อ.พนมดงรัก อ.บัวเชด และ.สังขะ
ซึ่ง อ.กาบเชิงได้ดำเนินการประชุมมอบนโยบาย สั่งการ และซักซ้อมเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ รวมถึงการดำเนินงานตามแผนรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง พร้อมติดตามแผนการอพยพประชาชนกรณีเกิดภัยทางอากาศ ตลอดจนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ และเตรียมความพร้อมของประชาชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีการตรวจสอบหลุมหลบภัยภายในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุหากเกิดการสู้รบตามแนวชายแดน รวมทั้งดำเนินการซ่อมแซมหลุมหลบภัยในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ ได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ โดยมีประชากรในพื้นที่อ.กาบเชิงประมาณ 28,749 คน ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว 18 แห่ง ตามแผนการอพยพ ได้แก่ อ.ลำดวน จำนวน 3 แห่ง อ.สังขะ จำนวน 6 แห่ง และอ.ปราสาท จำนวน 9 แห่ง
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวได้รับความเสียหายรวม 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหาย 22 หลัง พื้นที่การเกษตร ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และยางพารา ได้รับความเสียหายรวม 2.35 ไร่ ด้านปศุสัตว์มีโค กระบือ แพะ สุกร ไก่พื้นเมือง ไก่ไข่ และเป็ดไข่ ล้มตายจำนวน 464 ตัว ซึ่งเบื้องต้นได้ดำเนินการเยียวยาเรียบร้อยแล้ว
ด้านการเยียวยาประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินและผู้ที่อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 16,678 ครัวเรือน
สำหรับความเสียหายครั้งที่ 2 มีประชาชนเสียชีวิต 14 ราย ที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหาย 54 หลัง พื้นที่การเกษตรประเภทพืชและยางพาราได้รับความเสียหาย 1 ไร่ และมีโค กระบือ สุกร และไก่ ล้มตายจำนวน 908 ตัว โดยได้ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี ด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินที่อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวน 17,760 ครัวเรือน
ทั้งนี้ อ.กาบเชิงได้จัดทำแผนรองรับสถานการณ์และดำเนินงานตามแผนรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยมอบหมายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่จัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเวลากลางคืน ครบทั้ง 86 หมู่บ้าน เน้นการจัดเวรยาม และออกตรวจเยี่ยมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในพื้นที่ชายแดน 5 ตำบล จำนวน 27 หมู่บ้าน



