เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เพิ่งทราบข่าวกรณีที่มี 3 หน่วยงานสังกัดกระทรวงคมนาคม ได้แก่ กรมเจ้าท่า(จท.) กรมทางหลวง(ทล.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ติดอันดับ 1 ใน 10 หน่วยงานที่มีอัตราสิ่งตอบแทนเสนอสูงสุด ซึ่งตนจะเชิญผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานที่ถูกพาดพิงเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมอบให้ปลัดกระทรวงคมนาคม ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น มีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูล หรือมีข้อเท็จจริง จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงานทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานธุรการ หรือการบริหารงานในภาพรวม ดังนั้นจึงต้องยึดถือหลักธรรมาภิบาลเป็นหลักสำคัญในการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัด เวลานี้ขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูลก่อน

ด้านนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวว่า ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมเจ้าท่า เพิ่งได้รับทราบข่าวดังกล่าว จึงขอตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก่อน ทั้งในเรื่องที่มาของข้อมูล จำนวนครั้งของการกระทำ ความน่าเชื่อถือ และรายละเอียดของกระบวนการที่ถูกร้องเรียน เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมได้กำชับทุกหน่วยงานมาโดยตลอดให้ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เน้นย้ำไว้ตั้งแต่การมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัด

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า เมื่อมีประเด็นนี้เกิดขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยทำให้เกิดการตรวจสอบซ้ำระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาชน ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบการทำงานร่วมกันได้ แต่สุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง และระเบียบกฎหมาย อย่างไรก็ตามได้มอบนโยบายให้กรมเจ้าท่าเร่งพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนโดยตรงผ่านเทคโนโลยีและระบบออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถส่งข้อมูลหรือร้องเรียนตรงถึงส่วนกลางได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านหลายขั้นตอนในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการใช้ดุลพินิจ และเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบแก้ไขปัญหา

ขณะที่นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจบริการประชาชนปีละประมาณ 2 แสนรายการ และเกี่ยวข้องกับอีก 8 สมาคม ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมเจ้าท่า ได้พัฒนางานบริการ ปรับเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วประมาณ 80-90% ครอบคลุมงานบริการทั่วประเทศ ทั้งการยื่นคำร้อง การจดทะเบียนเรือ รวมถึงการชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-Payment  เพื่อลดการติดต่อแบบเผชิญหน้า และลดโอกาสเกิดการทุจริต

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลข่าวที่ออกมา กรมเจ้าท่าจะประสานไปยังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อขอข้อมูลเพื่อดำเนินการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าปัญหาเกิดขึ้นในบริการส่วนใด ก่อนจะพิจารณาแนวทางแก้ไข โดยยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในยุคที่ตนเป็นอธิบดี หากตรวจสอบ และพบเจอผู้กระทำผิดทุจริตมีโทษไล่ออกสถานเดียว ซึ่งที่ผ่านมามีหลายกรณีที่พบการร้องเรียนพฤติกรรมการทุจริตในหน้าที่ เมื่อตรวจสอบพบกระทำผิดจริงนั้นได้ไล่ออกจากตำแหน่งทันที.