เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้จัดพิธีครบรอบการสถาปนา 75 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา กทท. ในฐานะหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบคมนาคมทางน้ำ และเศรษฐกิจของประเทศ โดยก้าวต่อไปขอให้ กทท. ขับเคลื่อนภารกิจเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ และการขนส่งอย่างไร้รอยต่อ พร้อมนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับการบริหารจัดการท่าเรือผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยให้เติบโตต่อไป

ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า ก้าวต่อไปในปีที่ 76 กทท. พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรภายใต้แนวคิด Empowering Thailand’s Future เสริมพลังอนาคตประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างความร่วมมือกับชุมชนและทุกภาคส่วน โดยขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Port) การเสริมศักยภาพชุมชน (Community Empowerment) การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค (Regional Connectivity) และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 (Laem Chabang Port Phase 3)
ทั้งนี้ในด้านผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568-มี.ค. 2569) กทท. มีรายได้รวม 8,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.30% และมีกำไรสุทธิ 3,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีจำนวนเรือเทียบท่า 7,610 เที่ยว เพิ่มขึ้น 3.24% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 63.86 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.53% และตู้สินค้าผ่านท่า 6.08 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 9.19% ในส่วนของท่าเรือกรุงเทพ ได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการท่าเรือ

นอกจากนี้จะพัฒนาท่าเรือกรุงเทพสู่ท่าเรือกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automated Port) การพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพ และศูนย์เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport & Distribution Center) เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่และการกระจายสินค้า รวมถึงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษบางนา-อาจณรงค์ (S1) เพื่อลดผลกระทบด้านการจราจร
สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง กทท. ยังคงดำเนินโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ตามแผนงานที่กำหนดไว้ พร้อมเร่งบริหารจัดการการจราจรและการขนส่งสินค้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รองรับการขยายตัวของภาคการค้าและการขนส่งของประเทศ รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการในอนาคต ในส่วนของท่าเรือภูมิภาค กทท. มุ่งพัฒนาศักยภาพท่าเรือให้สอดคล้องกับบทบาททางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ โดยท่าเรือระนองมุ่งรองรับการขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC)

ขณะที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และท่าเรือเชียงของ มุ่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ เพื่อเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ กทท. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชน และการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือสามารถเติบโตคู่กับสังคมและพื้นที่โดยรอบได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน



