‘ทราย’ วัสดุที่ถูกขุดขึ้นมาจากธรรมชาติมากที่สุดในโลก แต่แทบไม่มีใครตระหนักว่ามันกำลังร่อยหรอลงอย่างน่าเป็นห่วง ‘เดเมียน เกล’ (Damien Gayle) ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อม เดอะการ์เดียน สหราชอาณาจักร รายงานว่า รายงานฉบับใหม่ขององค์การสหประชาชาติระบุว่าปัจจุบันโลกใช้ทรายไปถึง 5 หมื่นล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ธรรมชาติไม่มีทางผลิตทดแทนได้ทัน

“ทรายคือแนวป้องกันด่านแรกของเราจากการรุกคืบของน้ำทะเล คลื่นพายุ และการปนเปื้อนของน้ำเค็มในแหล่งน้ำชายฝั่ง มันไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนที่ถูกขุดขึ้นมา แต่ยังสำคัญมากในฐานะที่ยังอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระบบแม่น้ำ กรองน้ำ และค้ำจุนความหลากหลายทางชีวภาพ” ‘ปาสกาล เปดูซซี’ (Pascal Peduzzi) ผู้อำนวยการฐานข้อมูลทรัพยากรโลก เจนีวา องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กล่าว

ยิ่งขุด ธรรมชาติยิ่งเสี่ยง

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือโครงการถมทะเลที่มัลดีฟส์ ในปี 2562 โดยรัฐบาลมัลดีฟส์ว่าจ้างบริษัทดัตช์ให้ถมทะเลบริเวณเกาะกุลหิฟาลู เพื่อขยายพื้นที่อยู่อาศัยของกรุงมาเล ซึ่งแออัดและเผชิญวิกฤตน้ำทะเลสูงขึ้น โครงการดังกล่าวต้องการทรายกว่า 24.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ขุดจากพื้นที่เกือบ 14 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทรโดยรอบ

หกเดือนให้หลัง ผลที่ตามมาคือปะการังและแหล่งที่อยู่อาศัยกว่า 200 เฮกตาร์ถูกทำลาย รวมถึงพื้นที่คุ้มครองทางทะเลซึ่งเป็นบ้านของปลา เต่า นก และปู นอกจากนี้รายงานยังระบุอีกว่าบริษัทขุดลอกเหล่านี้เกือบครึ่งหนึ่งปฏิบัติการอยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเล และทรายที่ขุดจากพื้นที่เหล่านั้นคิดเป็น 15% ของปริมาณทั้งหมด

อันที่จริง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่มัลดีฟส์แห่งเดียง ในฟิลิปปินส์ การขุดทรายกว่า 155 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อสร้างสนามบินขนาด 1,700 เฮกตาร์ในอ่าวมะนิลา ทำให้ชุมชนประมงพังทลาย เมื่อพื้นทะเลถูกขุดออกไป ปลาก็ไม่กลับมาอีก ขณะที่ในสุลาเวสีใต้ อินโดนีเซีย การขุดทรายในแหล่งทำประมงสำคัญทำให้รายได้ของชาวประมงลดลงถึง 80%

ปัญหาซับซ้อนกว่าที่คิด

สิ่งที่ทำให้วิกฤตนี้แก้ยากคือทรายมีประโยชน์อยู่สองด้านที่ขัดแย้งกัน ในแง่หนึ่งทรายคือวัตถุดิบสำคัญสำหรับคอนกรีต กระจก ชิปซิลิกอน (silicon) และแผงโซลาร์เซลล์ (solar panel) แต่อีกแง่หนึ่ง ทรายที่ยังอยู่ในธรรมชาติก็มีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งโลกยังไม่มีระบบกำกับดูแลที่ดีพอจะจัดการ

UNEP จึงเสนอว่าทางออกต้องเริ่มจากการปฏิรูประบบกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ผู้วางแผนต้องมีข้อมูลที่แม่นยำกว่านี้ ต้องระบุพื้นที่คุณค่าทางนิเวศวิทยาสูงก่อนอนุมัติโครงการ และต้องมีความโปร่งใสพร้อมบังคับใช้กฎสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

แลกทะเลกับหายนะเมือง

กลับมาที่มัลดีฟส์ ปัญหาใหญ่คือประเทศนี้แทบไม่มีทางเลือก กว่า 80% ของแผ่นดินอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึงหนึ่งเมตร หากไม่ถมทะเลขยายพื้นที่ ประชาชนก็จะไม่มีที่อยู่ แต่ถ้าถม ระบบนิเวศก็จะพัง และชาวบ้านก็จะเดือดร้อน

ที่แย่ไปกว่านั้น แม้โครงการกุลหิฟาลูจะสำเร็จตามแผน แต่นักวิเคราะห์ก็ชี้ว่าพื้นที่ใหม่แห่งนี้มีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอที่จะรองรับกับประชากรที่จะเข้ามาอาศัยอยู่จริง และสุดท้าย นี่อาจกลายเป็นหายนะเมืองในรูปแบบใหม่