เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 พ.ค.) ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งฉะเชิงเทรา นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดเชิงเทรา พร้อมด้วย นางชมพูนุท สามห้วย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งฉะเชิงเทรา ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมงอำเภอบางปะกง เทศบาลตำบลบางวัว เทศบาลตำบลท่าสะอ้าน เร่งตรวจสอบสถิติการลงพื้นที่สำรวจภายในคลองสำโรง คลองบางเกลือ ที่ผ่านมา ของการแพร่ขยายพันธุ์ปลาหมอคางดำ พบว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่าที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ช่วง พ.ศ.2567 ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจภายในคลองแต่ละคลอง จำนวน 5 จุด โดยวิธีการสุ่มทอดแห ปรากฏว่า พบปลาหมอคางดำไม่ถึง 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร

แต่จากสถานการณ์ที่มีชาวบ้านสามารถถ่ายคลิปได้ภาพปลาหมอคางดำลอยเหนือน้ำจำนวนมากในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง หลังพบว่าจังหวัดสมุทรปราการ มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ปลาหมอคางดำมาตามน้ำเข้ามายังพื้นที่ฉะเชิงเทรา เพื่อไหลออกสู่แม่น้ำบางปะกง โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจในจุดที่ 1 ตรงบริเวณคลองสำโรง ที่เชื่อมกับคลองบางเกลือ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับการแจ้งว่าพบปลาหมอคางดำ สุ่มทอดแห 5 ครั้ง พบปลาหมอคางดำ 126 ตัว น้ำหนัก 1,384 กรัม ความยาวเฉลี่ย 9.5 ซม นอกจากนี้ยังพบปลาซัคเกอร์ 2 ตัว น้ำหนัก 1,105 กรัม ความยาวเฉลี่ย 77 ซม. และปลานิล 10 ตัว น้ำหนัก 96 กรัม ความยาวเฉลี่ย 7.5 ซม นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของน้ำบริเวณนั้นพบว่า น้ำมีความเค็ม 3 ppt ความขุ่นของน้ำ 50 ซม. และค่าออกซิเจนละลายน้ำ 2.5 mg/l

ส่วนจุดที่ 2 ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการลงสำรวจ เป็นบริเวณประตูน้ำคลองสำโรง ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำก่อนลงสู่แม่น้ำบางปะกง ซึ่งจากการสุ่มทอดแหจำนวน 5 ครั้ง พบปลาหมอคางดำ 63 ตัว น้ำหนัก 93 กรัม ความยาวเฉลี่ย 9.0 ซม. , ปลาหมอมายัน 2 ตัว น้ำหนัก 40 กรัม , ปลานิล 1 ตัว น้ำหนัก 8 กรัม , ปลาตะเพียนทอง 1 ตัว น้ำหนัก 40 กรัม , ปลาตะโกก 1 ตัว น้ำหนัก 32 กรัม และปลาแป้นแก้ว 1 ตัว น้ำหนัก 6 กรัม

ด้าน นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่สำรวจปลาหมอคางดำแล้วพบว่า มีปริมาณจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากกว่าที่เคยสำรวจในทุกเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นปลาหมอคางดำที่มีอายุไม่มาก ประมาณเดือนถึงสองเดือน และเมื่อดูจากปริมาณ ณ ตอนนี้ ก็ยังพอรับได้อยู่ (เฉลี่ยไม่เกิน 10 ตัว ต่อ 100 ตารางเมตร) ซึ่งกรมประมงจัดว่าอยู่ในเกณฑ์การแพร่ระบาดเพียงเล็กน้อย ยังไม่ถึงขนาดกลาง หรือว่ารุนแรง ส่วนเรื่องคลองสำโรงที่เป็นข่าว มีต้นน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านสมุทรปราการ ซึ่งมีการแพร่ระบาดรุนแรงอยู่ในขณะนี้ มาลงสู่แม่น้ำบางปะกง อำเภอบางปะกง ของจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาหมอคางดำไหลตามน้ำเข้ามาในพื้นที่ฉะเชิงเทราด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ตามที่กรมประมงได้วางไว้ คือ

มาตรการที่ 1 การกำจัดออกไปจากลำน้ำ ซึ่ง มี 2 วิธี คือ 1 การใช้เครื่องมือประมง เช่น แห ตาข่าย เบ็ด ซึ่งมีอยู่แล้วในพื้นถิ่น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

มาตรการที่ 2 คือหลังจากที่มีการลงแขก โดยวิธีการร่วมแรงร่วมใจแล้ว ก็จะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่เป็นผู้ล่า เช่นปลากินเนื้อ อย่าง ปลากะพงปลาขาว ปลาอีกง ปลาม้า ปลาพวกนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำตามธรรมชาติ

ส่วนชาวบ้านที่เคยตั้งข้อสงสัยว่า ปลาหมอคางดำ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หรือเปล่า ทางประมงจังหวัดเปิดเผยว่า สามารถนำมาประกอบอาหารได้เหมือนปลานิลทุกอย่าง ซึ่งปัจจุบันมีชาวบ้านนำปลาหมอคางดำ มาตากแห้ง ทำเป็นปลาแดดเดียว สามารถขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท เลยทีเดียว แต่ที่บางคนกลัว เพราะเนื่องจากปลาหมอคางดำสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แค่ 2-3 เดือนก็พร้อมที่จะเป็นแม่พันธุ์ และเมื่อมีการผสมพันธุ์แล้วจะใช้เวลา แค่ 29-30 วันก็จะออกลูก ซึ่งแต่ละตัวจะมีลูกถึง 300 ตัว จึงทำให้เป็นปลาที่มีความน่ากลัว เพราะมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และเป็นปลาที่กินทุกอย่าง จึงทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะลูกกุ้ง ลูกปลาชนิดอื่น.