นับตั้งแต่ได้แชมป์โลกครั้งล่าสุด เมื่อปี 2002 บราซิล ไม่เคยไปไกลกว่ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ในฟุตบอลโลก 5 ครั้งต่อมา และ 24 ปี นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ถือเป็นระยะเวลาที่ “แซมบ้า” ห่างหายจากตำแหน่งแชมป์โลกนานที่สุดแล้ว

แถมผลงานในช่วงหลังของพวกเขาก็ไม่ค่อยดี จนต้องหันไปใช้บริการโค้ชต่างชาติคนแรกในประวัติศาสตร์นั่นคือ คาร์โล อันเชลอตติ ที่เข้ามากอบกู้วิกฤติ พาทีมผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างหวุดหวิด
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ “เซเลซา” จึงไม่ใช่ทีมเต็ง
แต่ขึ้นชื่อว่า บราซิล ถึงบอลโลกเมื่อไหร่ ก็ยังน่ากลัวเสมอ การมาแบบ “เสือลำบาก” ทำให้น่าสนใจว่า พวกเขาจะทำได้ดีแค่ไหน และ “คาร์เลตโต” จะเสกทีมให้สู้กับพวกยักษ์ใหญ่ยังไง บราซิล ต้องพบกับงานหนักตั้งแต่นัดแรก เมื่อต้องเจอทีมแกร่งอย่าง โมร็อกโก ที่สร้างเซอร์ไพร้ส์ เข้าถึงรอบตัดเชือก เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และมีอันดับโลกห่างจากพวกเขาแค่ 2 ขั้น

แม้จะได้แชมป์จากการที่ เซเนกัล โดนตัดสิทธิ แต่ “สิงโตแห่งแอตลาส” ก็ถือเป็น “แชมป์แอฟริกา 2025” และผลงานก็กำลังดีวันดีคืน แถมในทีมเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกที่กำลังมั่นใจ นี่จึงเป็นงานหินของทัพแซมบ้า และถ้าหากเริ่มต้นได้ไม่ดี ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจไม่สวยงามนักสำหรับพวกเขา
ฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย
รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก ในกลุ่ม C
บราซิล – โมร็อกโก
วันที่ : เสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569
เวลา : 05.00 น. (คืนวันเสาร์ต่อเช้าวันอาทิตย์)
สนาม : นิวยอร์ก/นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม (เมตไลฟ์ สเตเดียม)
ถ่ายทอดสด : MONOMAX และ (ดูฟรีผ่าน MONOMAXSPORTS ช่อง 29)
บราซิล
“แซมบ้า” แชมป์โลก 5 สมัย ที่เข้ารอบสุดท้ายทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เกือบไม่รอด เพราะรอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ จบเป็นที่ 5 และแพ้ไปถึง 6 เกม ทำให้ต้องเปลี่ยนโค้ชถึง 3 คน ก่อน คาร์โล อันเชลอตติ ที่เข้ามาคุมใน 4 เกมสุดท้าย และพาทีมเข้ารอบหวุดหวิด ส่วนผลงานในเกมอุ่นเครื่องก่อนบอลโลก ชนะมา 3 เกมรวดเหนือ อียิปต์, ปานามา, โครเอเชีย แต่มีแพ้ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ทำให้ “คาร์เลตโต” มีสถิติคุม “เซเลเซา” ชนะ 7 จาก 12 นัด

บอลโลกครั้งนี้ ที่ฮือฮาที่สุดก็คือการเรียก เนย์มาร์ สตาร์วัย 34 ปี กลับมาติดทีมชาติครั้งแรกในรอบ 3 ปี และไม่มีดาวดังอย่าง โรดรีโก ของรีล มาดริด และ เจา เปโดร ของเชลซี แต่ก็ยังมีดาราอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์, ราฟินญา, คาเซมิโร, มาเธอุส คุนญา รวมถึง ฟาบินโญ อดีตกองกลางลิเวอร์พูล

เกมนี้ อันเช หมดสิทธิใช้งาน เนย์มาร์ ที่เจ็บน่อง แต่ที่เหลือพร้อมลง และคาดว่าจะใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยมี อลิสซอน เบคเกอร์ เฝ้าเสา คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟใช้ กาเบรียล มาร์กัลเญส กับ มาร์กินญอส โดยมี ดานิโล กับ อเล็กซ์ ซานโดร เป็นแบ๊ก 2 ข้าง แดนกลางจัด คาเซมิโร กับ บรูโน กิมาไรส์ คุมเกม แล้วตัวรุกใช้ วินิซิอุส, ราฟินญา และคุนญา ทำเกมหลัง อิกอร์ ติอาโก หอกตัวเป้า

โมร็อกโก
“สิงโตแห่งแอตลาส” โมร็อกโก สร้างเซอร์ไพร้ส์ เข้าถึงรอบตัดเชือกเวิลด์คัพ 2022 ก่อนที่จะแพ้ ฝรั่งเศส 0-2 แต่ก็ยังทำผลงานสุดยอดในรอบคัดเลือก โซนแอฟริกา โดยชนะรวด 8 นัด เสียแค่ 2 ประตู เก็บ 24 คะแนนเต็ม ผ่านเข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้น พวกเขายังถือเป็นแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ที่บ้านตัวเอง เมื่อปลายปีที่แล้ว แม้ว่ารอบชิงชนะเลิศ จะแพ้ต่อ เซเนกัล ในการต่อเวลา 0-1 แต่สุดท้าย เซเนกัล ถูกริบแชมป์ เพราะวอล์กเอาต์ออกจากสนาม 17 นาที ทำให้ โมร็อกโก คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ไปครอง

กุนซือของ โมร็อกโก ชุดนี้คือ โมฮาเหม็ด โออูอาห์บี ที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมแทน วาลิด เรกรากี ที่ลาออกไปเมื่อเดือน มี.ค. 2026 โดย โมร็อกโก ชนะ 8 เกมรวดในรอบคัดเลือก ส่วนเกมอุ่นเครื่องก่อนเข้าทัวร์นาเมนต์ ชนะบุรุนดี และมาดากัสการ์ ก่อนล่าสุดจะเสมอ นอร์เวย์ 1-1 ซึ่งทีมชุดนี้ยังเต็มไปด้วยดาวดังครบถ้วน นำทัพโดย อาชราฟ ฮาคิมี แชมป์ยุโรปของเปแอสเช, นุสแซร์ มาสราวี แบ๊กแมนฯ ยูไนเต็ด และ บราฮิม ดิอาซ สตาร์จากรีล มาดริด

เกมนี้ต้องเช็ก มาสราวี ที่เจ็บจากเกมกับ นอร์เวย์ เช่นเดียวกับ อันเด เอซซาลซูลี แต่จะได้ อิสซา ดิย็อป และชาดี รีด ที่เล่นในพรีเมียร์ลีก กลับมา โดยคาดว่าจะเล่นระบบ 4-2-3-1 และใช้ ยุสเซฟ เบลามมารี เฝ้าเสา กองหลังใส่ ดิย็อป ยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ รีด โดยมี ฮาคิมี กับ มาสราวี เป็นแบ๊ก 2 ข้าง แดนกลางใส่ ซาเมียร์ เอล มูราเบต กับ นาอิล เอล อายนาวี คุมเกมรับ แล้วใช้ ดิอาซ, อาซเซดีน โอนูอาลี และเอซซาลซูลี ทำเกมหลังหอกเป้า อาย็อบ เอล คาบี จากโอลิมเปียกอส
– ความน่าจะเป็นของเกม –
เป็นการเจอกันในเกมแข่งขันทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส ซึ่ง บราซิล ชนะ 3-0 แต่ล่าสุดที่เจอกันในเกมอุ่นเครื่องเมื่อเดือน ต.ค. 2023 โมร็อกโก ชนะได้ 2-1 และเทียบฟอร์มในช่วงหลังแล้ว ถือว่าสูสี แม้แซมบ้า ชื่อชั้นเป็นต่อ แต่ โมร็อกโก ไม่ธรรมดา แข็งแกร่ง และมั่นใจ จึงพร้อมบวกเต็มที่ ยิ่งเป็นเกมแรก ที่คาดเดายาก ทำให้เกมน่าจะตึงๆ ดูเชิงกันก่อน ไม่เปิดแลกกันมาก เพราะต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพอากาศที่ร้อน ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกายด้วย นัดนี้จึงสูสี มีดีคนละอย่าง บราซิล เกมรุกหวือหวา แต่ โมร็อกโก เกมรับก็แน่น และทั้งคู่ก็ไม่อยากประเดิมสนามแพ้ นัดนี้จึงมีโอกาสเสมอสูง
– ผลที่คาด –
บราซิล เสมอ โมร็อกโก 1-1



