เมื่อวันที่ 12 ก.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า ภายหลังคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางปรับปรุงสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดภาระค่าไฟของประชาชนจากการแก้ไขโครงสร้างต้นทุนในระยะยาว
โดยนายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อกังวลของทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนที่ต้องการเห็นค่าไฟลดลง และภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นต่อนโยบายของภาครัฐ จึงได้กำชับให้การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรอบคอบ อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย และคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ระบุถึงแนวทางการพิจารณาของคณะกรรมการในเรื่องนี้ว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกับสำนักงานอัยการสูงสุดที่ได้ให้ความเห็นว่า สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งรัฐมีอำนาจดำเนินการได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเจรจากับเอกชนเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขสัญญา เป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพราะสามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน ควบคู่กับการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและหลักนิติธรรม
พร้อมกันนี้คณะกรรมการฯ เห็นว่ามีข้อสัญญาบางส่วนที่ควรนำมาทบทวน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ทำให้สัญญามีผลต่อเนื่องโดยไม่มีโอกาสกลับมาเจรจาใหม่ ทั้งที่ต้นทุน เทคโนโลยี และสภาพตลาดพลังงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รวมทั้งประเด็นราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีข้อเสนอให้พิจารณาปรับองค์ประกอบของราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
น.ส.รัชดา กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ คณะกรรมการฯ จะเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย ก่อนมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการหารือกับคู่สัญญา เพื่อหาแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ขอเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาค่าไฟครั้งนี้รัฐบาลไม่ได้มุ่งใช้มาตรการระยะสั้น หรือกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน แต่เป็นการปรับโครงสร้างต้นทุนให้สอดคล้องกับสถารณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากค่าไฟที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่เคารพกฎหมาย สัญญา และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
“รัฐบาลเชื่อว่าการลดค่าไฟและการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนสามารถเดินไปพร้อมกันได้ หากทุกฝ่ายร่วมกันหาแนวทางที่เป็นธรรม โปร่งใส และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ การแก้ปัญหาค่าไฟจึงต้องทำที่โครงสร้างต้นทุน เพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะเดียวกัน การปรับปรุงสัญญาในครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนกติกาย้อนหลัง แต่เป็นการเปิดการเจรจาบนพื้นฐานของกฎหมายและความสมัครใจ เพื่อให้สัญญาสอดคล้องกับต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป” น.ส.รัชดา กล่าว



