เมื่อวันที่ 16 พ.ค. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แอบสอดไส้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครกันแน่? พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วน “2 แสนล้านบาท” ที่อ้างว่าจะนำไปใช้เพื่อการปรับโครงสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น กำลังเต็มไปด้วยคำถามที่รัฐบาลยังตอบสังคมไม่ได้เลยว่า จริง ๆ แล้วจะเอาเงินไปทำอะไร และทำได้จริงแค่ไหนภายใน 1 ปี
ประการแรก จนถึงวันนี้ รัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่า เงินกู้ 200,000 ล้านบาท จะถูกใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง? มีเป้าหมายอย่างไร? ใครเป็นผู้ได้รับงบ? และแต่ละโครงการจะสร้างความยั่งยืนให้ประเทศจริง หรือเป็นเพียงการเร่งอัดงบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกันแน่
ประเด็นถัดมา ถ้ารัฐบาลกำลังพูดถึงการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งปัจจุบันยังเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ รัฐบาลก็ควรพูดความจริงกับประชาชนด้วยว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ภายใน 1 ปีด้วยการกู้เงินก้อนมหาศาลที่จะกลายเป็นภาระของประชาชนในอนาคต เพราะปัญหาสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่แค่การติดตั้งพลังงานสะอาดเพิ่ม แต่คือโครงสร้างสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าที่ถูกออกแบบมาในยุคที่ประเทศสร้างแต่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่สามารถรองรับพลังงานสะอาดแบบกระจายศูนย์จากบ้านเรือนหรือภาคประชาชนมากขนาดนั้น
ผมขอแนบบทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ที่เขียนไว้ต่อ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้อย่างชัดเจน โดยมีประโยคหนึ่งที่สะท้อนภาพทั้งหมดได้ดีว่า “การเปลี่ยนผ่านต้องทำทันที แต่มิใช่เรื่องที่ทำแบบฉุกเฉิน รัฐบาลต้องวางแผนเพื่อทยอยให้เกิดสิ่งที่ควรเป็น ตามแผนงานและยุทธศาสตร์ที่ถูกออกแบบอย่างรอบคอบรัดกุม”
นายศุภโชติ ระบุต่อว่า แม้แต่หลายประเทศในยุโรปที่เดินหน้าเรื่องพลังงานสะอาดมานาน การลงทุนเพื่อปรับระบบสายส่งให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับพลังงานสะอาดเพิ่มยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปีขึ้นไป แล้วรัฐบาลไทยกำลังเอาอะไรมาอ้างว่าจะเร่งใช้เงินกู้มหาศาลนี้ให้เกิดผลได้ภายในปีเดียว
อีกประเด็นสำคัญคือ แม้การลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ประเทศไทยก็ยังมีกลไกอีกหลายแบบที่สามารถใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรีบผลักภาระหนี้ให้ประชาชนผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน หรือการใช้กองทุนที่มีอยู่เดิม แต่รัฐบาลกลับเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดคือ “กู้” ทั้งที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าคุ้มค่าหรือไม่
หรือแม้แต่กรณีที่รัฐบาลเคยแถลงว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเรื่องโซลาร์เซลล์ ก็ยิ่งสะท้อนว่ารัฐบาลอาจไม่ได้พิจารณาทางเลือกที่มีอยู่จริงอย่างรอบด้าน เพราะวันนี้การติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถทำผ่านกลไก “สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ” หรือ On-Bill Financing ได้อยู่แล้ว ประชาชนแทบไม่ต้องวางเงินดาวน์แม้แต่บาทเดียว แต่รัฐบาลกลับเลือกจะกู้เงินมหาศาลแทน ทั้งที่มีโมเดลทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่ารองรับอยู่แล้ว (ลองเข้าไปอ่านนโยบายของพรรคประชาชนได้ที่ https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/D-7-3)
จากเหตุผลทั้งหมดผสมกับท่าทีของคนในรัฐบาลที่ออกมากระตือรือร้นกับโครงการโซลาร์เซลล์เป็นพิเศษ ก็ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เงินกู้กว่า 200,000 ล้านบาทที่ถูกสอดไส้มาใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ สุดท้ายจะเป็น “การเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อประชาชน” จริง หรือจะนำมาใช้เพียงเพื่อสร้างโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกหนี้ก้อนนี้ไปอีกหลายสิบปี และเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่า การกู้ครั้งนี้จะเป็นการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” ก็ต้องถามกลับว่า นกตัวแรกคือประชาชนที่ได้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ ส่วนนกอีกตัว คือการยอมให้คนบางกลุ่มเปลี่ยนหนี้ของประชาชนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองและพรรคพวกใช่หรือเปล่า



