เมื่อวันที่ 16 พ.ค. น.ส.แพนเค้ก แม่ค้ารถพุ่มพวง เผยเสียงสะท้อนขณะนี้ว่า งานที่ทำกำไรไม่ใช่คำตอบ ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งสูง แม่ค้าจะตื่นเช้า มาจัดของ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เครื่องครัว ของสด ของหมัก ของแห้ง ทุกอย่างอยู่ในรถคันเดียว เพื่อนำไปขายในอำเภอและพื้นที่ใกล้เคียง
ตอนนี้มันก็ลำบากมาก การอยู่หลังพวงมาลัยรถพุ่มพวงนั้นมันน่ากลัว ความจริงที่น่าตกใจของเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับ 1-2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในวันนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำไปเป็นหนี้ไป ลูกค้ายังไม่จ่าย ติดค้างกว่า 2-3 หมื่นบาทแล้วยังไม่ได้คืน ปัจจัยหลักๆ ตอนนี้คือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงไม่หยุด ในอดีตการค้าขายบนรถพุ่มพวงถือว่าไปได้สวย เพราะค่าครองชีพยังไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันยอมรับว่าสถานการณ์ค่อนข้างแย่

ปัจจัยหลักมาจากค่าน้ำมันและราคาสินค้าที่ผันผวนรายวัน บางวันราคาของพุ่งขึ้นจนตั้งตัวไม่ติด แต่ครั้นจะปรับราคาขายตามต้นทุนก็ทำได้ยาก เราเคยขาย 20 บาท จะไปขาย 30 บาทก็ไม่ได้ เพราะในหมู่บ้านมีแต่เด็กและคนชรา บางทีไม่มีลูกหลานดูแล เราก็ต้องขายราคาที่ถูกลง บางครั้งก็ต้องแจกต้องแถมจนขาดทุนก็มี
ปัจจุบันรถพุ่มพวงต้องเฉือนเนื้อเพื่อให้อยู่รอด รายได้หดหายไปกว่า 50% จากที่เคยได้ เราจะปรับตัวด้วยการซื้อของในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ราคาส่งที่ถูกลง แล้วยอมลดสัดส่วนกำไรของตัวเองให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้ลูกค้าในชุมชนยังมีกำลังซื้อไหว ขณะที่ฝั่งลูกค้าเองก็ประหยัดสุดขีด จากเคยซื้อหลักร้อย เหลือเพียงหลักสิบ เลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ สำหรับอนาคต
ส่วนแนวคิดเรื่องการนำรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการของรัฐบาล น.ส.แพนเค้ก กล่าวว่า ยังคงมีความกังวลและชั่งใจแบบ 50 : 50 แม้จะเห็นว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็มีคำถามสำคัญที่ต้องการความชัดเจน เช่น ความครอบคลุมของโครงการ สินค้าบางอย่างเข้าร่วมได้ แต่ต้นทุนหลักอย่าง ค่าน้ำมัน อาจไม่ถูกรวมอยู่ด้วย ความยั่งยืนของรายได้ อาชีพนี้ไม่มีรายได้ที่แน่นอน วันไหนหยุดคือศูนย์ ในขณะที่ระบบภาษีหรือเงื่อนไขต่างๆ อาจตามมาในอนาคต.



