การเยือนจีนของผู้นำสหรัฐ ครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14-15 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ทั่วโลกต่างจับตามอง เพราะถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เกี่ยวพันกับความเป็นอยู่ของประชากรกว่า 1,700 ล้านคนในสองประเทศ และส่งผล กระทบต่อคนทั่วโลกกว่า 8,000 ล้านคน รวมถึงประเทศไทย

สำหรับการต้อนรับการมาเยือนของผู้นำสหรัฐ ในรอบนี้ ทางการจีนได้เตรียมการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี แต่สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษในการเดินทางครั้งนี้ คือ ทรัมป์ไม่ได้เดินทางมาคนเดียว แต่มีการนำนักธุรกิจชั้นนำชาวอเมริกัน 17 คน ร่วมทัพเดินทางไปพร้อมกับทรัมป์ด้วย นำโดย ทิม คุก แห่งแอปเปิล, อีลอน มัสก์ แห่งเทสลาและสเปซเอ็กซ์, แลร์รี ฟิงค์ แห่งแบล็คร็อค รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากเมตา, วีซ่า, เจพี มอร์แกน, โบอิ้ง, คาร์กิลล์, ซิตี้, โกลด์แมน แซคส์ และมาสเตอร์การ์ด

แต่ชื่อที่ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึงที่สุดคือ “เจนเซน หวง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวิเดีย ซึ่งในตอนแรกไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้เดินทาง แต่ได้รับการเชิญร่วมเดินทางไปกับคณะในนาทีสุดท้าย ซึ่งการปรากฏตัวของหวง ถือเป็นสัญญาณที่ส่งตรงถึงประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน นั่นคือการแข่งขันด้าน เซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพราะบริษัทเอ็น วิเดียถือได้ว่า เป็นหัวใจสำคัญของการต่อสู้ครั้งใหญ่ด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการจับตาของทั่วโลกต้องบอกว่า บรรยากาศการประชุมหารือตลอด 2 วันนี้  เป็นไปอย่างชื่นมื่น และทำให้สถานการณ์โลกที่กำลังคุกรุ่นเย็นลงพอสมควร หลัง สี จิ้นผิง เอ่ยปากว่าจะส่งเมล็ดกุหลาบจีนโบราณอายุนับร้อยปีจากสวนจงหนานไห่ สถานที่พำนักและทำงานของผู้นำจีนไปให้ ประธานาธิบดี ทรัมป์ เป็นของขวัญ  

ขณะที่ก่อนทรัมป์เดินทางกลับประเทศ ก็ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลในเช้าตรู่ว่า  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ของเรากับจีนจะแข็งแกร่งขึ้นและดีขึ้นกว่าที่เคย โดยทั้งสองฝ่ายบรรลุความสัมพันธ์ทวิภาคีรูปแบบใหม่ ที่สี จิ้นผิง เรียกว่า เป็นการเจรจาเชิงสร้างสรรค์  ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศพยายามรักษาเสถียรภาพให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แม้ความขัดแย้งจะยังคงมีอยู่ก็ตาม และยังคาดเดาได้ยากลำบากว่าจะมีบทยุติหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลังม่านไม้ไผ่แห่งความชื่นมื่นนี้ ก็มีประเด็นสำคัญอีกหลากหลายที่น่าสนใจ เริ่มจากปัญหาสงครามการค้า ที่ร้อนระอุมากว่า 2 ปี หลังจากสหรัฐ เจอปัญหาขาดดุลการค้ากับจีนมานานเป็นจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์ จนทำให้เมื่อปี 68 ทรัมป์ต้องปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอย่างรุนแรง ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการลดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐ และลดการซื้อสินค้าเกษตรจากอเมริกา จนทำให้สองผู้นำประเทศต้องมีการเจรจาหาทางออกเพื่อร่วมกันแก้ไขสงครามการค้าร่วมกันในครั้งนี้  

จนนำมาสู่การเกิดบิ๊กดีล โดยทางการจีนได้เตรียมสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นมหาศาลเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกการที่จีนสั่งซื้อนํ้ามันจากสหรัฐ โดยทรัมป์ พร้อมจะเริ่มส่งเรือออกจากรัฐเทกซัส ลุยเซียนา และอะแลสกาไปจีน นอกจากนี้จีนยังยินดีที่สั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐจำนวนมาก โดยเฉพาะถั่วเหลือง ขณะที่อีกดีลที่โดดเด่น คือ คำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำจากจีน ซึ่งถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์จากอเมริกาครั้งแรกของจีนในรอบเกือบทศวรรษ

อย่างไรก็ตามทางฝั่งจีนก็ต้องการให้สหรัฐ ยกเลิกหรือระงับการสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐ อาจปรับขึ้นภาษีจากจีนเพิ่มขึ้นอีกได้ แต่ในเรื่องสงครามการค้ามองว่า การที่สหรัฐ จะยกเลิกกำแพงภาษี หรือสงครามการค้ากับจีนไปเลยคงเป็นเรื่องยาก เพราะกำแพงภาษีถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐ จะคงอยู่เพื่อการใช้ต่อรองผลประโยชน์อื่น ๆ กับทุก ๆ ประเทศทั่วโลก แต่อย่างไร
ก็ดี การเจรจาที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ก็ถือเป็น…สัญญาณที่ดีที่จะทำให้กำแพงภาษีโลกผ่อนคลายลงได้บ้าง

นอกเหนือจากเรื่องการค้า และสงครามภาษีแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทั่วโลกจับตา คือ สงครามเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสหรัฐ กับจีน ที่เชื่อกันว่าใครชนะ จะเป็นผู้ครองโลกยุคต่อไป โดยที่ผ่านมาจีนได้ลงทุนอย่างหนักในปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เห็นได้จากการโชว์หุ่นยนต์จีนเต้นกังฟูและวิ่งมาราธอนได้เร็วกว่ามนุษย์  ซึ่ง “สี จิ้นผิง” ประกาศว่า นี่…จะเป็นอนาคตใหม่ของเศรษฐกิจจีน 

แต่สิ่งที่จีนยังขาด และพัฒนาไม่ทัน คือระบบสมองกล ซึ่งก็คือชิปคอมพิวเตอร์ระดับสูงจากสหรัฐนั่นเอง  ทำให้ที่ผ่านมาสหรัฐ มีการจำกัดการส่งออกชิปอัจฉริยะ ของเอ็นวิเดียไปจีนอย่างเข้มงวด ซึ่งทางการจีนต้องการให้สหรัฐยกเลิกข้อจำกัดเหล่านั้นทั้งหมด   เพราะจีนเองก็มีอำนาจต่อรองไม่แพ้กัน  คือ จีนมีแร่หายากประมาณ 90% ของทั้งโลก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่ทุกชนิดของสหรัฐ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน ฟาร์มกังหันลม ไปจนถึงเครื่องยนต์เจ็ตและอาวุธสมัยใหม่ หากจีนหยุดการส่งมอบก็ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีสหรัฐหยุดชะงักเช่นกัน

ดังนั้น ภาพที่กำลังเกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนการต่อรองที่ทั้งสองฝ่ายมีไพ่ในมืออยู่คนละชุด และต่างต้องการเจรจาเพื่อได้ประโยชน์มากที่สุด โดยในการประชุมครั้งนี้ แม้จะยังไม่มีการตกลงเรื่องสหรัฐจะยอมขายชิป เอ็นวิเดีย เอช 200 ให้จีนหรือยัง แต่การที่เจนเซน หวง เดินทางไปปักกิ่งในนาทีสุดท้ายแสดงว่าการเจรจาเรื่องนี้ยังดำเนินอยู่ต่อไป ไม่ได้ยุติลง

มาที่อีกเรื่องที่หลายคนทั่วโลกจับตากันมากคือ การสู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 50% โดยมีรายงานว่า ทรัมป์ จะขอให้จีนช่วยกดดันอิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพ เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อนํ้ามันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเป็นพันธมิตรทางการทูตสำคัญ ทำให้มีอิทธิพลต่อรัฐบาลอิหร่านอยู่พอสมควร

สำหรับผลการหารือในรอบนี้ มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดย สี จิ้นผิง ให้คำมั่นว่าจีนจะระงับการส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นการประกาศครั้งสำคัญ เพราะขณะเดียวกันจีนก็สนใจซื้อนํ้ามันจากสหรัฐ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางด้วย ขณะเดียวกันทั้งสองยังเห็นพ้องว่าช่องแคบ ฮอร์มุซจะต้องเปิดให้สัญจรได้ตามปกติ และอิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนไม่น่าจะกดดันอิหร่านอย่างจริงจัง เพราะอิหร่านยังเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของจีน ในการถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐ ขณะที่จีนก็ยังคงเรียกซื้อ เรียกหานํ้ามันจากอิหร่านต่อเนื่อง

ส่วนอีกประเด็น! ที่อาจเป็นจุดเปราะบางต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐและจีนที่สุดคือเรื่องเอกราชของไต้หวัน ซึ่งจีนส่งสัญญาณเตือนว่า เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ หากจัดการได้ดี ความสัมพันธ์ก็จะยั่งยืน แต่หากจัดการได้ไม่ดี สองประเทศก็เสี่ยงต่อการปะทะหรือความขัดแย้งต่อไปแต่ในเรื่องนี้ทางฟากฝั่งสหรัฐ โดย มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันชัดเจนว่า นโยบายสหรัฐ ในประเด็นไต้หวันถึงวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลงทำให้ยังเกิดบรรยากาศมาคุ ปกคลุมความสัมพันธ์ของทั้งจีนและสหรัฐต่อไป 

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าจากผลเจรจาของสองมหาอำนาจครั้งนี้ จะกระทบอะไรต่อไทยบ้างนั้น สามารถวิเคราะห์ได้หลายประเด็น เริ่มแรกต้องบอกว่าไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง และมีทั้งสหรัฐ และจีนเป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายสำคัญ หากช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้จริงตามเป้าหมายร่วมของทั้งสองมหาอำนาจ ราคานํ้ามันที่พุ่งขึ้นสูงกว่า 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลน่าจะลดลง ซึ่งจะเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก 

ภาคการขนส่ง อุตสาหกรรม และต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคจะลดลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวไทยกำลังเผชิญอยู่ อีกประการหนึ่ง จะช่วยทำให้บรรยากาศการค้าโลกที่ดี  เพราะทั้งสหรัฐ และจีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของไทย ซึ่งส่งผลดี ที่จะทำให้การส่งออกของไทย ยิ่งมีโอกาสขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี

ส่วนความเสี่ยงที่ไทยอาจได้รับผลกระทบ ก็มีหลายเรื่องไม่แพ้กัน ประเด็นแรก…หากจีนเพิ่มการนำเข้าพลังงานและสินค้าเกษตรจากสหรัฐ อาจทำให้ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดในจีนบ้าง โดยเฉพาะข้าว และสินค้าเกษตรอื่น ต่อมาคือความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ กับจีน แม้จะยังไม่คลี่คลาย แต่ก็บีบให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย ต้องเลือกข้างในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นอกจากนี้ ความตึงเครียดเกี่ยวกับสถานการณ์ไต้หวันที่ยังคงปรากฏอยู่ เป็นความเสี่ยงระยะยาวสำหรับความมั่นคงในภูมิภาค  ไทยจึงจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับทั้งสองมหาอำนาจ โดยไม่เลือกข้างชัดเจนเกินไป อย่างไรก็ดี แม้ภาพการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของ 2 สุดยอดผู้นำจะผ่านพ้นไปด้วยดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่านี่เป็นเพียงยกแรกของเกมที่ยาวนานและซับซ้อนกว่าเดิม โดยยกต่อไปจะต้องรอดูในวันที่ 24 .. ที่ถึงคิว สหรัฐจะเปิดบ้านต้อนรับ สี จิ้นผิง ว่ากว่าจะถึงวันนั้นผลจะเป็นอย่างไร

เพราะทั้ง 2 ประเทศ ยังมีผลประโยชน์ที่คอยค้ำคออยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลการไต่สวนการค้าของสหรัฐต่อจีน ในมาตรา 301 ที่จะรู้ผลในเดือนก..นี้ สงครามอิหร่าน สงครามเทคโนโลยี เอกราชของไต้หวัน  ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า การเจรจาหวานเจี๊ยบของทรัมป์และสีจะคงอยู่นานแค่ไหน เพราะยังมีอีกหลายชนวนเหตุที่พร้อมระเบิดได้ตลอดเวลา!.

อัทธ์ พิศาลวานิชนักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า หากเปรียบเทียบการเยือนสหรัฐของทรัมป์ครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 อำนาจต่อรองของทรัมป์กับจีนลดลง เพราะจีนไม่กังวลตลาดสหรัฐ ซึ่งตลอดปี 68 การส่งออกจีนถูกกระจายไปยังตลาดอื่น ๆ แทนที่ตลาดสหรัฐ ทำให้จีนไม่มีความกังวล การส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ที่ลดลง ขณะเดียวกันตอนนี้อำนาจการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์ลดลง โดยศาลฎีการะงับภาษีตอบโต้ของทรัมป์ อำนาจตามกฎหมาย IEEPA และศาลระหว่างประเทศก็ระงับ ม.122 ที่เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%, สงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐ ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ จากที่ราคานํ้ามันปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามอิหร่านที่ทรัมป์ก่อขึ้น เงินเฟ้อสหรัฐ ล่าสุดปรับขึ้นมากว่า 3% 

ทั้งนี้จีนมีความกังวลประเด็นไต้หวันมาก เพราะสหรัฐสนับสนุนไต้หวันมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากสภาผู้แทนสหรัฐ ผ่านกฎหมายคุ้มครองไต้หวัน (โปรเทค ไต้หวัน แอค) ที่มีสาระสำคัญคือหยุดจีนที่เป็นภัยคุกคามไต้หวัน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เตือนสหรัฐว่า อย่าล้ำเส้นแดงของจีน ไม่อย่างนั้นจะเกิดเป็นความขัดแย้งใหม่

อย่างไรก็ตามสงครามอิหร่าน กลายเป็นประเด็นที่สหรัฐ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยังคาราคาซังอยู่ และเกินเวลากำหนดของทรัมป์ในการทำ  สงคราม ทรัมป์ต้องการให้จีนช่วยเจรจาอิหร่านรับข้อเสนอของสหรัฐ คือ สมรรถนะยูเรเนียม และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยทั้งสองประเทศ ยังคงยึดกรอบการหยุดขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกัน ที่ตกลงกันที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ทั้งประเด็น ภาษีนำเข้า เลื่อนไปถึงเดือนพ.. 69 ผ่อนคลายแร่หายาก ผ่อนคลายการขึ้นบัญชีดำ และซื้อสินค้าเกษตร ถั่วเหลือง ข้าวฟ่าง ข้าวโพด และเนื้อสัตว์ โดยการพบกันครั้งนี้ จีนสัญญาว่า จะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ และซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มจากข้อตกลงเดิม (เดิมสัญญาจะซื้อถั่วเหลืองสหรัฐ 25 ล้านตัน) โดยสหรัฐ ให้มีการส่งออกชิป เอช 200 ให้บริษัทจีน จากเดิมที่ห้ามส่งออก

บุรินทร์ อดุลวัฒนะกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเดินทางพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐและจีน ยังไม่มีรายละเอียดข้อสรุปออกมามากเท่าไร  แต่ข้อดีที่แน่ชัดคือการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสหรัฐกับจีน นอกจากนี้ แรงกดดันทางด้านการค้ามีทิศทางลดลง โดยความไม่แน่นอนลดลง และทำให้เศรษฐกิจ การค้าโลกดีขึ้น ขณะที่กำแพงภาษีจะดีขึ้น เชื่อว่าจีนจะเปิดตลาดให้สหรัฐเข้ามา เช่นเดียวกับสหรัฐ ที่เชื่อเช่นกันว่าจะเปิดให้จีนเข้ามา แนวโน้มเช่นนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

อย่างไรก็ตามในส่วนของประเทศไทย มองว่า ได้รับประโยชน์จากการพบปะของผู้นำสหรัฐและจีนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของการผ่อนคลายของสงครามการค้า     ระหว่างสหรัฐและจีนจะมีทิศทางคลี่คลายขึ้น และผลทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีมากขึ้น หลังจากนี้ต้องติดตามดูว่าจะมีข้อตกลงอะไรกันบ้าง เพราะจีนต้องการเทคโนโลยีจากสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐต้องการแร่แรร์เอิร์ธของจีน โดยมองว่าทั้งสองประเทศอาจจะค่อย ๆ เปิด ซึ่งจะมีในเรื่องของกฎระเบียบด้วยเช่นกัน

บุรินทร์ เชื่อว่าผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐกับจีนจะทำให้อุปสรรคการกีดกันการค้าดีขึ้น แต่ไทยยังต้องเกาะติดในเรื่องความกังวลของสินค้าสวมสิทธิ หรือทรานชีฟเมนต์ ที่จะมีผลต่อการค้าการลงทุนของไทยมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นเศรษฐกิจไทยยังมีความจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากความสัมพันธ์ของสหรัฐกับจีนที่ดีขึ้น แต่ต้องดูความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงาน การเดินเรือสินค้า อย่างไรก็ดีในส่วนนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดการณ์ไว้เบื้องต้นว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นใน 3-6 เดือน ข้างหน้า แต่ทั้งหมดก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง