เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน (พ.ศ. 2569) ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี รวมทั้งศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และระเบียบวิธี จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงกรณี “รถไฟชนรถเมล์” ว่า ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “อุบัติเหตุ” อีกต่อไป แต่มันคือ “สัญญาณเตือนเชิงระบบ” ของประเทศไทย เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุลักษณะนี้ สิ่งที่สูญเสีย ไม่ใช่แค่ชีวิตและทรัพย์สิน แต่คือ “ความเชื่อมั่นของประชาชน” ต่อระบบความปลอดภัยของรัฐทั้งระบบ
ในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ผมมองว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “รอให้เกิดเหตุ…แล้วค่อยแก้” ไปสู่ “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ…ด้วยข้อมูล ยุทธศาสตร์ และการบูรณาการจริง”
ที่ผ่านมา เวลารถไฟชนรถยนต์ รถบรรทุก หรือรถโดยสารสาธารณะ สังคมมักถกเถียงกันเพียงว่า ใครผิด? ใครประมาท? ใครต้องรับผิดชอบ?
แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ ทำไม “จุดเสี่ยงเดิม” จึงยังเกิดซ้ำอีก? ทำไม “ระบบเตือนภัย” ยังไม่ทันสมัยพอ? และทำไม “ข้อมูลความเสี่ยง” จึงยังไม่ถูกเชื่อมถึงกันทั้งประเทศ?
ประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้ “จุดตัดทางรถไฟ” กลายเป็น “จุดตัดระหว่างชีวิตกับความตาย”
ผมจึงขอเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่ “ทำได้จริง” และ “เห็นผลจริง” ดังนี้
1.ต้องจัดทำ “แผนที่จุดเสี่ยงระดับประเทศ” (National Rail Crossing Risk Map) ใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่าง ตำรวจ การรถไฟฯ กรมทางหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อจัดอันดับ “จุดเสี่ยงสูงสุด” ทั่วประเทศแบบ Real-Time ไม่ใช่รอให้มีคนเสียชีวิตก่อน จึงค่อยไปติดป้ายเตือน
2.ต้องยกระดับ “ระบบเตือนภัยอัจฉริยะ” หลายประเทศใช้ AI Camera เซนเซอร์ตรวจจับ สัญญาณเสียง ไฟกระพริบอัตโนมัติ และระบบแจ้งเตือนผ่านมือถือ แต่ประเทศไทยจำนวนมากยังใช้เพียง ป้ายเตือนเก่า ๆ หรือไม้กั้นที่ชำรุด โลกยุคใหม่ ความปลอดภัยต้อง “เร็วกว่าอุบัติเหตุ”
3.ต้องเชื่อม “ตำรวจท้องที่ + กต.ตร. + ชุมชน” ให้ประชาชนช่วยแจ้งจุดเสี่ยงจริงในพื้นที่ เพราะคนที่รู้ดีที่สุดว่า ตรงไหนอันตราย ตรงไหนมืด ตรงไหนไม้กั้นเสีย คือลุงป้าน้าอาในชุมชนนั้นเอง นี่คือเหตุผลที่ผมพยายามผลักดันแนวคิด “ตำรวจเชื่อมประชาชน” ไม่ใช่เพียงตำรวจรอรับแจ้งเหตุ แต่เป็นตำรวจที่ทำงานเชิงรุกกับประชาชนแบบเครือข่าย
4.ต้องใช้มาตรการ “Quick Win” ทันทีใน 90 วัน เช่น ติดไฟส่องสว่างจุดเสี่ยง ทาสีชะลอความเร็ว เพิ่มกล้องวงจรปิด ติดป้ายเตือนขนาดใหญ่ ตรวจสอบไม้กั้นทั่วประเทศ เพิ่มตำรวจจราจรและอาสาชุมชนในจุดเสี่ยงเร่งด่วน บางเรื่องไม่ต้องรอใช้งบมหาศาล แต่ต้องรอ “การตัดสินใจที่เร็วกว่าเหตุการณ์”
5.ประเทศไทยควรมี “War Room ความปลอดภัยสาธารณะ” เชื่อมข้อมูลอุบัติเหตุ อาชญากรรม ภัยพิบัติ และโครงสร้างพื้นฐานเสี่ยง ไว้ในภาพเดียวกัน เพราะในโลกยุคใหม่ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย คือความเสี่ยงของชาติ แต่ข้อมูลที่เชื่อมถึงกันคือพลังในการรักษาชีวิตประชาชน
ผมเชื่อว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคำแสดงความเสียใจหลังเกิดเหตุแต่ต้องการเห็นว่า “รัฐเรียนรู้จากความสูญเสียจริง” และถ้าประเทศไทยสามารถเปลี่ยนทุกโศกนาฏกรรม ให้กลายเป็น “จุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบความปลอดภัย”
วันนั้น…เราจะไม่ได้แค่ลดอุบัติเหตุแต่เราจะสร้าง “ประเทศที่ประชาชนรู้สึกว่า ชีวิตของเขามีคุณค่าต่อรัฐจริงๆ”
ในฐานะ กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนภาคประชาชน ผมเชื่อว่าหน้าที่ของเราไม่ใช่เพียง “แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ”
แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “รัฐบาล ตำรวจ และระบบนโยบายของประเทศกำลังพยายามปกป้องชีวิตของเขา…ก่อนจะเกิดเหตุซ้ำอีก” เพราะอุบัติเหตุครั้งต่อไปอาจไม่ได้เกิดกับ “คนอื่น”
แต่อาจเกิดกับ พ่อแม่ของเรา ลูกของเรา หรือคนที่เรารักที่สุด
และหากวันนี้ เรายังปล่อยให้จุดเสี่ยงเดิมเกิดซ้ำปล่อยให้ระบบเตือนภัยล้าหลังปล่อยให้หน่วยงานต่างคนต่างทำ ประเทศไทยก็จะยังต้องแลก “ชีวิตประชาชน” กับ “ความล่าช้าของระบบ”
ถึงเวลาแล้วที่ทั้งประเทศต้องร่วมกันเปลี่ยนจาก “สังคมที่รอแสดงความเสียใจ” ไปสู่ “สังคมที่ร่วมกันป้องกัน…ก่อนความสูญเสียจะเกิดขึ้น”



