เมื่อวันที่ 18 พ.ค. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ แพทย์และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติทั่วไป ที่โด่งดังจากการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการลดน้ำหนักแบบเข้าใจง่าย ได้โพสต์ข้อความลงเพจหมอเจด ให้ความรู้เรื่องสุขภาพว่า
มีหลายคนเลยนะ ที่คิดว่าอาการปวดน่องเวลาเดิน เป็นแค่ “แก่ขึ้น” หรือกล้ามเนื้อล้า เดินนิดเดียวก็เมื่อย ต้องหยุดพัก พอนั่งแป๊บเดียวอาการกลับดีขึ้น แล้วก็เดินต่อได้ จริง ๆ อาการแบบนี้ เป็นสัญญาณคลาสสิกของ “โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ” หรือ PAD (Peripheral Arterial Disease) เลยครับ เพราะเวลาขยับ กล้ามเนื้อต้องการเลือดมากขึ้น แต่หลอดเลือดที่ตีบส่งเลือดไปไม่พอ เลยเกิดอาการปวด ตึง หรือเมื่อยน่องขึ้นมา ยิ่งปล่อยไว้นาน เสี่ยงตั้งแต่เดินลำบาก ไปจนถึงแผลหายช้าและเนื้อเยื่อตายได้ครับ
1 ทำไมเดินแล้วปวด แต่พักแล้วดีขึ้น?
เวลาเดิน กล้ามเนื้อน่องจะใช้พลังงานและออกซิเจนมากขึ้นครับ แต่ถ้าหลอดเลือดตีบ เลือดจะไปเลี้ยงไม่พอ กล้ามเนื้อเลยเริ่มปวด ตึง หรือเหมือนขาหนัก ๆ พอหยุดพัก ความต้องการเลือดลดลง อาการก็เลยดีขึ้นชั่วคราว อาการแบบนี้ใน PAD เรียกว่า “claudication” หรืออาการปวดขาจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอครับ หลายคนเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ทุกวัน แต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติของอายุ ทั้งที่จริง ๆ หลอดเลือดเริ่มมีปัญหาแล้วครับ
.
2 คนเป็นเบาหวาน สูบบุหรี่ ไขมันสูง เสี่ยงมาก
PAD มักเกิดจากไขมันและการอักเสบสะสมในผนังหลอดเลือดครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง หรือสูบบุหรี่ เพราะหลอดเลือดจะเสื่อมเร็วขึ้น บางคนอายุยังไม่มาก แต่สูบบุหรี่จัดร่วมกับน้ำตาลสูง ก็เริ่มมีอาการแล้วครับ
.
3 อาการไม่ได้มีแค่ “ปวดน่อง”
บางคนเริ่มจากขาเย็น เท้าชา ตะคริวตอนกลางคืน หรือรู้สึกว่าเดินได้ระยะสั้นลงเรื่อย ๆ บางคนขนหน้าแข้งเริ่มร่วง ผิวซีด หรือมีแผลที่เท้าแล้วหายช้า เพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ อาการพวกนี้หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ เป็นสัญญาณเตือนของ PAD ครับ
.
4 ถ้าปล่อยไว้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องปวดขา
สิ่งที่น่ากลัวคือ PAD ไม่ได้บอกแค่ว่าขามีปัญหาครับ แต่มันมักหมายถึง “หลอดเลือดทั้งร่างกาย” เริ่มมีปัญหาด้วย คนที่เป็น PAD จึงเสี่ยงโรคหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะต้นเหตุเดียวกันคือหลอดเลือดอักเสบและไขมันสะสมครับ
.
5 รีบดูแลตั้งแต่เริ่มมีอาการ ยังช่วยได้
ช่วงแรก ๆ ถ้าปรับพฤติกรรมเร็ว ยังช่วยชะลอ PAD ได้มากครับ ทั้งคุมน้ำตาล ลดไขมัน เลิกบุหรี่ และเริ่มเดินออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการเดินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่ถ้าปวดมากขึ้น เดินได้น้อยลง หรือมีแผลที่เท้า ควรรีบตรวจครับ เพราะบางรายอาจต้องรักษาเพิ่มเติม เช่น ขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดครับ
.
สิ่งที่อยากให้เริ่มสังเกตตัวเอง คือ
• เดินแล้วปวดน่อง ต้องหยุดพักบ่อยไหม
• เท้าเย็น ชา หรือสีผิวเปลี่ยนหรือเปล่า
• มีแผลที่เท้าหายช้าหรือไม่
• สูบบุหรี่ น้ำตาลสูง หรือไขมันสูงอยู่ไหม
• เดินได้สั้นลงเรื่อย ๆ หรือเปล่าครับ
สรุปคืออาการปวดน่องเวลาเดิน แต่พอพักแล้วดีขึ้น ไม่ใช่อาการที่ควรมองข้ามครับ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณของ PAD หรือโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ ที่กำลังเตือนว่าระบบหลอดเลือดเริ่มมีปัญหาแล้ว ยิ่งรีบดูแลเร็ว โอกาสชะลอโรคและลดภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งมากครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ



