นายจอห์น วัตตส์ รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีภัยคุกคามไซเบอร์สำคัญที่คาดการณ์ได้ยากอยู่ 4 ประการ ซึ่งแฮกเกอร์ใช้ชิงความได้เปรียบ เพื่อเจาะช่องโหว่ขององค์กร ประกอบด้วย 1. การโจมตีไปที่แอปพลิเคชันเอไอ ที่พุ่งเป้าไปที่เครื่องมือเอไอขององค์กรทั้งระบบภายในและภายนอก ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวทางรับมือองค์กรสามารถเลือกใช้โซลูชันจากสตาร์ตอัปที่มีความปลอดภัยรัดกุมรอบด้านได้ทันที
2.การปลอมแปลงตัวตนด้วยดีปเฟก ซึ่งการเติบโตของเจนเอไอทำให้สื่อปลอมมีความสมจริง ทั้งภาพ เสียง และวิดีโอแบบเรียลไทม์ เปิดโอกาสให้แฮกเกอร์ใช้ปลอมแปลงตัวตนโจมตีระบบชีวมิติ เช่น การสแกนใบหน้าและเสียง เพื่อหลอกพนักงานและแทรกซึมกระบวนการสรรหาบุคลากรขององค์กร แก้ไขได้โดยการเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบธุรกิจ สร้างความตระหนักรู้ และติดตั้งระบบตรวจจับดีปเฟก

3.ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ เนื่องจากวิวัฒนาการของเจนเอไอ จะยิ่งเร่งให้เกิดการโจมตีผ่านช่องโหว่ในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สรวดเร็วยิ่งขึ้น สิ่งที่ทีมไซเบอร์ต้องทำคือ การจัดทำบัญชีรายชื่อสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ให้ครอบคลุม และสร้างระบบขึ้นทะเบียนที่เชื่อถือได้
และ 4. การโจมตีด้วยพรอมต์ ภัยไซเบอร์ที่พุ่งเป้าบิดเบือนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือแอลแอลเอ็ม โดยแฮกเกอร์จะแทรกคำสั่งลวงเพื่อให้ระบบคายข้อมูลที่ละเอียดอ่อนออกมา จนกลายเป็นวิกฤตที่มองข้ามไม่ได้ ทีมไซเบอร์จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การป้องกันความปลอดภัยแบบเป็นชั้น อาทิ การทดสอบช่องโหว่เชิงรุก กำหนดคำสั่งเชิงระบบที่แข็งแกร่ง และติดตั้งระบบคัดกรองพฤติกรรมเอไอ



