สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่า รัสเซียและยูเครน ต่างเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อเรือในทะเลดำและทะเลอาซอฟ ส่งผลให้การสู้รบในพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญต่อการส่งออกธัญพืชทวีความรุนแรงขึ้น


กองทัพยูเครนอ้างว่า สามารถโจมตีเรือของรัสเซียได้อย่างน้อย 11 ลำ และนับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ยูเครนโจมตีเรือของรัสเซียแล้วอย่างน้อย 147 ลำ ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียอออกแถลงการณ์ว่า กองทัพสามารถโจมตีเรือและเรือเร็วของกองทัพยูเครน ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือในแคว้นโอเดสซา ที่อยู่ทางตะวันตก


ยูเครนเริ่มโจมตีเรือในทะเลอาซอฟตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. และขยายปฏิบัติการไปยังทะเลดำ เพื่อพยายามตัดเส้นทางลำเลียงด้านการทหารของรัสเซีย และเพิ่มแรงกดดันต่อคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียผนวกเข้าเป็นดินแดนของตน


ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียเพิ่มความถี่ในการโจมตีท่าเรือน้ำลึกในภูมิภาคโอเดสซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกธัญพืชและสินค้าสำคัญของยูเครน และเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจยูเครนในช่วงสงคราม


ด้านสมาคมเกษตรกรยูเครนประเมินว่า การโจมตีของรัสเซียทำให้ยูเครนสูญเสียขีดความสามารถในการส่งออกธัญพืชผ่านท่าเรือทะเลดำไปราวหนึ่งในสาม


อย่างไรก็ตาม การโจมตีของยูเครนทำให้รัสเซียต้องจำกัดการเดินเรือในทะเลอาซอฟ ซึ่งเป็นเส้นทางรองรับการส่งออกธัญพืชประมาณหนึ่งในสี่ของประเทศ โดยมาตรการจำกัดดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้


สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยราคาข้าวสาลีในตลาดยุโรปปรับขึ้นราว 7% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา จากความกังวลว่า การสู้รบในทะเลดำจะกระทบต่อเส้นทางส่งออกธัญพืชสำคัญของโลก และอาจทำให้ผู้นำเข้าหันไปพึ่งพาธัญพืชจากสหภาพยุโรปมากขึ้น ขณะที่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลีในตลาดชิคาโกปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5%.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS