เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 พ.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (บก.ทสส.) เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการหารือแนวทางพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและรองรับการสงครามยุคใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยในการประชุม กองบัญชาการกองทัพไทยนำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองภัยคุกคาม เพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติการ สามารถทำงานต่อเนื่อง ลดความสูญเสียของกำลังพล และเชื่อมโยงการปฏิบัติการได้ครบทุกมิติ ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ทางอวกาศ และทางไซเบอร์

ด้าน กองทัพบก ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาสู่สนามรบอัตโนมัติแบบบูรณาการ พร้อมผสานระบบอัตโนมัติเข้ากับพันธกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ งานข่าวกรอง การควบคุมและบังคับบัญชา การยิง และการป้องกัน
กองทัพเรือ เสนอแผนพัฒนาระบบอัตโนมัติและยานไร้คนขับ ทั้งอากาศยานไร้คนขับ (UAS) เรือผิวน้ำไร้คนขับ (USV) และยานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) เพื่อใช้ในภารกิจด้านข่าวกรอง การลาดตระเวน การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก โดยกำหนดกรอบการพัฒนาระยะ 12 ปี
ส่วน กองทัพอากาศ กำหนดแนวทางนำเอไอ มาใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การเฝ้าระวัง และการประเมินสถานการณ์ พร้อมยกระดับระบบบัญชาการและควบคุมให้สามารถบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ผ่านระบบบัญชาการอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับเอไอ
ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติในงานด้านความมั่นคงและบริการประชาชน อาทิ ระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบลายนิ้วมืออัตโนมัติ และโครงการพัฒนาระบบตรวจสอบประวัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอำนวยความยุติธรรมและการติดตามผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบูรณาการข้อมูลระหว่างเหล่าทัพ เพื่อยกระดับการปฏิบัติการร่วมให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถรับมือภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภัยคุกคามทางไซเบอร์ การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวขอบคุณทุกเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมผลักดันการนำระบบอัตโนมัติและเอไอมาพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติภารกิจ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสอดประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันในอนาคต
อีกทั้ง ได้เน้นย้ำถึงการพัฒนากำลังพลควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้บุคลากรของทุกหน่วยงานสามารถปรับตัวและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงในอนาคตอย่างยั่งยืน





