เมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต รมว.พลังงาน กล่าวเตือนรัฐบาลว่า การที่รัฐบาลออกพ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 บาท อยากให้นำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะต้องให้ประชาชนสามารถรับรู้และจับต้องได้ อย่าให้ เหมือนกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต ซึ่งหากย้อนหลังกลับไปดูจะพบว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีตหลายครั้งล้มเหลว ทำให้สูญเปล่าเงินเปล่าเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ทั้งนี้ ตั้งแต่เงินกู้มิยาซาวาจำนวนเงิน 53,000 ล้านบาท ในปี 41 สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ละลายหายไปโดยไม่มีใครจำได้ว่าใช้ทำอะไรบ้าง ต่อมาพ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท “ไทยเข้มแข็ง“ สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ปี 53 อีกเช่นกัน ซึ่งตามจริงเป็นการกู้เงิน ทั้งหมด 800,000 ล้านบาท เป็นพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และพ.ร.บ.กู้เงิน อีก 400,000 ล้านบาท แต่พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มีการซอยงบย่อยจนไม่มีใครจำได้ว่านำเงินไปใช้อะไรบ้าง ตอบสังคมไม่ได้ มีแต่ข่าวการทุจริตในหลายโครงการ จนถูกล้อว่าเป็นนโยบาย “ใครเข้มแข็ง?” ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถตรวจสอบข่าวในอดีตได้ จนถูกโจมตีหนักถึงขนาดที่ต่อมา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ต้องยกเลิกพ.ร.บ.กู้เงินอีก 400,000 ล้านบาทไป เพราะกลัวจะโหวตไม่ผ่านในสภา และผลจากเรื่องนี้มีส่วนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ แพ้การเลือกตั้งแก่พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อมา ในปี 54

อีกทั้ง เมื่อไม่นานมานี้ พ.ร.ก. กู้เงินสมัยโควิด-19 กู้เงินถึง 1 ล้านล้านบาท มีทั้งงบเยียวยา และมีงบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท ก็ไม่มีใครจำได้เหมือนกันว่าใช้ทำอะไรไปบ้าง ผลการกู้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยยังคงแย่มาตลอด หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด เพราะกู้เงินทำให้สร้างหนี้มากขึ้น แต่จีดีพีไม่เพิ่มหรือเพิ่มต่ำมากไม่คุ้มกับเงินจำนวนมากที่กู้
นายพิชัยกล่าวย้ำว่าตนจำได้ละเอียด เพราะเคยท้วงติงการกู้เงินเหล่านี้มาตลอดตั้งแต่สมัยนั้น ไม่ใช่เพิ่งมาพูดตอนนี้ สามารถตรวจสอบจากข่าวในอดีตและจากดิจิทัลฟุตพริ้นท์ได้ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลที่ออกพ.ร.ก. กู้เงิน นำเงินกู้ไปใช้ในเรื่องที่จับต้องได้ สามารถตอบสังคมได้ว่าใช้ทำอะไรบ้าง ถ้าจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขอให้ทำโดยไม่ต้องเกรงใจเหล่านายทุนพลังงาน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการลดค่าไฟฟ้าให้ได้จริง ไม่ใช่ลดแค่ 200 หน่วย แล้วไปโปะค่าไฟฟ้าเพิ่มจากผู้ใช้ไฟฟ้ามาก จะเป็นการขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างเนียนๆ เพราะคนใช้ไฟฟ้าน้อยมีการใช้ไฟฟ้าเพียงแค่ 15-20%
ในขณะที่คนใช้ไฟฟ้ามากที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก มีการใช้ไฟฟ้าถึง 80 -85% ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นการจะปรับโครงสร้างพลังงานต้องเริ่มจากการปรับราคาไฟฟ้าให้ลดลงมาจริงได้ก่อน และ การปรับโครงสร้างพลังงานจะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน หากทำได้จริง จะเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างมาก



