จากกรณี คดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย พ.ศ. 2565 คดีแรกแรกของประเทศไทยที่ตำรวจกระทำผิด คือคดี นายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับทรมานให้รับสารภาพลงมือฆ่า “ป้าบัวผัน” หรือ นางบัวผัน ตันสุ ที่ถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต และลุงเปี๊ยกถูกดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบตามกฎหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบกำกับการสอบสวน ซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งแต่งตั้งได้กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ล่าสุดอัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ขาดฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นกลุ่มตำรวจ 7 นาย ตามที่คณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอร่วมกับตำรวจ และฝ่ายปกครอง โดยมีทางอัยการตรวจสอบกำกับการสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องทุกข้อหา

คดีนี้เกิดที่จังหวัดสระแก้ว มีการดําเนินคดีกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตํารวจตั้งแต่ “อดีต ผกก.สภ.อรัญประเทศ” จนถึงตำรวจระดับชั้นประทวนจํานวน 8 ราย อัยการสูงสุด ในขณะนั้นชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้สอบสวนเรื่องนี้ ซึ่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ บัญญัติว่าจะต้องมีการให้อัยการเข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน

อัยการสูงสุดสั่งให้ตนและคณะ เข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน ซึ่งทางดีเอสไอก็เปิดกว้าง ให้มีตํารวจและฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมสอบสวน ถือว่าคดีนี้ครบทั้ง 4 ฝ่าย

คณะทำงานของเราพบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดดังกล่าวมีการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก และก็ดําเนินการโดยเอาไปไว้ในห้องสืบสวน ไม่นําส่งพนักงานสอบสวนทันที

ทางฝ่ายผู้ต้องหาก็ต่อสู้ว่าไม่ได้ เป็นการควบคุมตัวเป็นการเชิญมาซักถามเท่านั้น

แต่สิ่งที่คณะทำงานเราพิจารณา ว่าถ้าเชิญมาซักถามต้องมีการปล่อยลุงเปี๊ยกไป แต่ปรากฏว่า ลุงเปี๊ยกถูกควบคุมตัวไว้ 1 คืนในห้องสืบสวน ไม่ใช่ห้องสอบสวน หลังจากนั้นก็ไปยื่นฝากขัง จนเข้าเรือนจํา

ซึ่งต่อมามีนักข่าวไปเจอกล้องวงจรปิดพบว่า ลุงเปี๊ยกไม่ได้เป็นคนฆ่าป้าบัวขวัญ และคนฆ่าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นลูกตํารวจ ก็มีการดําเนินคดีกับวัยรุ่นดังกล่าว

เท่ากับตํารวจชุดนี้จับผิดตัว คือจับลุงเปี๊ยก มีการสวมใส่กุญแจกุญแจมือ ต่อมาลุงเปี๊ยกจึงได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะเหตุปรากฏพนักงานสอบสวนจึงไปยื่นคําร้องต่อศาล ขอให้ปล่อยให้ปล่อยตัวลุงเปี๊ยกออกมา อันนี้เป็นมูลเหตุเบื้องต้นของเรื่อง

เราจึงดําเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ ป.ป.ช. เคยมีมติประชุมเลยว่าถ้าเป็นคดีของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และความผิดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเดิมเป็นอํานาจ ป.ป.ช. แต่ถ้ามีการกระทําทั้ง 2 ฐานความผิด มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ทรมาน วางหลักไว้เลยว่าให้แจ้ง ป.ป.ช. เพื่อทราบเท่านั้น ดังนั้นคดีไม่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวน

ตํารวจดีเอสไอ ฝ่ายปกครอง หรืออัยการ ทำการสอบสวนคดีเองได้เลย ชุดสอบสวนของเราจึงทําสํานวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงนําสํานวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 มาตรา 309, 310 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 ไปส่งที่สำนักงานอัยการสํานักงานคดีปราบปรามทุจริต ภาค 2 เพื่อยื่นฟ้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2

แต่ปรากฏว่า อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริตภาค 2 ใช้เวลาพิจารณาสํานวนอยู่พอสมควร โดยให้เหตุว่าผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมขึ้นมา จนสุดท้ายพนักงานอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 ได้ สั่งไม่ฟ้อง อดีต ผกก.สภ.อรัญประเทศ ผู้ต้องหาที่ 1 และไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ในบางฐานความผิด คือฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 309, 310 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 แต่ไม่ได้สั่งฟ้อง มาตรา 7 ซึ่งมีอัตราโทษสูงตั้งแต่ 5-15 ปี

ตามกฎหมายต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้พิจารณาว่าเห็นชอบกับคําสั่งไม่ฟ้องของอัยการปราบทุจริตภาค 2 หรือไม่ ปรากฏว่าอธิบดีดีเอสไอ เห็นด้วยกับ อัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 เฉพาะกรณีของ อดีต ผกก.สภ.อรัญประเทศ ที่สั่งไม่ฟ้องจึงถือว่าคดีในส่วน อดีต ผกก.สภ.อรัญประเทศ มีคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ส่วนผู้ต้องหาที่ 2-8 อธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งกับอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 จึงต้องส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาด

ล่าสุดได้เรียนสอบถามทราบว่า ท่านอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดปัจจุบัน ได้ทราบว่าท่านได้มีคําสั่ง แย้งความเห็นของอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 ออกคําสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-8 ในความผิด ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6, 7, 37 ประกอบมาตรา 83 และความผิดต่อหน้าที่ฯ

โดยข้อหาที่น่าสนใจคือ มาตรา 6 ที่มีการนำลุงเปี๊ยกไปไว้ห้องสืบสวนมีการเปิดแอร์ให้หนาวเย็นโดยให้ถอดเสื้อผ้าเป็นการทรมานฯ

มีอัตราโทษหนักสุดคือ มาตรา 7 ซึ่งเป็นการคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่นำส่งพนักงานสอบสวนมีลักษณะปกปิดชะตากรรมซึ่งมาตรา 37 เป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก

คดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ตำรวจผู้จับกุมทุกคนต้องปฎิบัติตามกฎหมายกล่าวคือ ถ้ามีการจับกุมและควบคุมตัวต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบ และเมื่อจับกุมต้องไม่มีการซ้อมทรมาน และเมื่อจับกุมแล้วต้องส่งผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนทันที ถ้านำมาไว้ห้องสืบสวนเพื่อบังคับขู่เข็ญทรมานเป็นการปกปิดชะตากรรมสถานที่ ส่งผลให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย จะโดนดำเนินคดีตามมาตรา 7 ได้

ตามขั้นตอนคดีนี้คำสั่งชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุดกลับไปที่ อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริต ภาค 2 ทำหน้าที่ร่างคําฟ้อง และนัดนำตัวผู้ต้องหาที่ 2-7 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต่อไป เป็นอันปิดฉากคดีลุงเปี๊ยก

นายวัชรินทร์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันมีระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหายจะเป็นผู้พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือสําหรับผู้เสียหาย ซึ่งในกรณีที่เข้าข่ายเข้ามาตรา 7 เรื่องปกปิดชะตากรรม ลุงเปี๊ยกก็จะได้เงินค่าเยียวยาเป็นเงิน 5 แสนบาท ตอนนี้ทราบว่าลุงเปี๊ยกได้รับเงินค่าช่วยเหลือตรงนี้ไปแล้ว

ตรงนี้สําคัญมาก เพราะระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและทําให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรม โดยความเห็นชอบกระทรวงการคลัง กําหนดออกมา ถ้าตํารวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง หรืออัยการพิจารณาสํานวน ถ้าเห็นว่าเข้าข้อหานี้คือข้อหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะต้องดําเนินคดีในส่วนนี้ด้วย มิฉะนั้น จะไปติดปัญหา ไม่ได้มีการดําเนินคดี ทางผู้เสียหายก็จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามระเบียบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ทรมาน

“ผมเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ท่านก็จะติดตามสอบถามทุกครั้ง เวลาประชุมว่าคดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีดังๆ ทั้งหลาย ตอนนี้ขั้นตอนถึงไหน ผมก็มีหน้าที่ต้องหาข้อมูล ในการตอบว่าตอนนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของใคร จึงได้มีการกราบเรียนถามท่านอัยการสูงสุดจนได้ความคืบหน้าคดี” อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ระบุ