ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยที่สูงทะลุ 27 ล้านตันต่อปี ขณะที่ สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศที่มีอยู่ 2,057 แห่ง มีเพียงแค่ 6% เท่านั้นที่จัดการได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนอีก 94% ที่เหลือใช้วิธีเทกองและเผากลางแจ้ง กลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่น PM 2.5 รวมถึงน้ำชะขยะปนเปื้อนโลหะหนักที่ซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน
เครือข่าย Thailand Circular Economy นำโดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายรวม 28 องค์กร ได้เดินทางเข้ายื่น “ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน” ต่อรัฐสภา โดยมี พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา เป็นผู้รับมอบเมื่อวันที่ 18 พ.ค.69
กฎหมายฉบับนี้ใช้การศึกษาและวิจัยอย่างเข้มข้นยาวนานกว่า 6 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นวงจร “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ผ่านกลไกการบริหารและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ 2 ตัว คือ
- EPR (Extended Producer Responsibility): กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบซากสินค้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- PAYT (Pay-As-You-Throw): ใครทิ้งมาก ต้องจ่ายมาก ตามหลักการสากล “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ”

ทวงคืน 3 สิทธิขั้นพื้นฐานให้คนไทย
หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาชนนี้ คือการคืนสิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน 3 ข้อหลัก ได้แก่
- 1.Right to Repair (สิทธิในการซ่อม) ห้ามผู้ผลิตออกแบบสินค้าให้พังง่ายหรือซ่อมยาก เพื่อบังคับให้เกิดความคงทนและลดการเพิ่มขยะในหลุมฝังกลบ
- 2.Right to Refuse (สิทธิในการลดใช้บรรจุภัณฑ์) สนับสนุนให้มีจุดเติมสินค้า (Refill) ทั่วไป โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อบรรจุภัณฑ์ใหม่
- 3.Right to Know (สิทธิในการรับรู้ข้อมูล) ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสารเคมีและวัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าได้อย่างโปร่งใส

ทำไมไทยต้องรีบเปลี่ยน?
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า บ่อขยะที่จัดการไม่ถูกต้องสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่าสูงถึง387,000ล้านบาท และต้องใช้งบฟื้นฟูอีก114,000ล้านบาท ขณะที่กองทุนสิ่งแวดล้อมไทยเหลือเงินเพียง873ล้านบาทยิ่งไปกว่านั้น ท้องถิ่น(อปท.)ต้องแบกรับค่าเก็บขนขยะกว่า20,000ล้านบาทต่อปี แต่เก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง2,800ล้านบาท ส่วนต่างทั้งหมดกลายเป็นภาระภาษีของประชาชน
นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังบีบให้ไทยต้องปรับ คู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปได้ออกกฎข้อบังคับเข้มงวด เช่น กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และข้อบังคับการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) หากไทยไม่มีกฎหมายแม่บทรองรับ สินค้าส่งออกของไทยจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
หากร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับนี้ผ่านการพิจารณา ธนาคารโลกประเมินว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้สูงถึง 1% ของ GDP และเกิดการจ้างงานสีเขียว (Green Jobs) เพิ่มขึ้นอีก 160,000 ตำแหน่ง
ขั้นตอนต่อจากนี้คือการเดินหน้าเล็งรวบรวม 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อสภาอย่างเป็นทางการ



