เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ว่า ตนได้ให้นโยบายว่าให้เอาข้อมูลต่างๆ ในประเด็นต่างๆ ที่สำรวจ ศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่ ที่อาจจะก่อให้เกิดประเด็นการคอร์รัปชันต่างๆ ให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วนำเสนอทำเป็นรายงาน นำเสนอคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่รัฐบาลตั้งขึ้น เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง ที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาอยู่ใน 6 หรือ 7 กลุ่มธุรกิจ ในวันที่ 10 มิ.ย. ภาคเอกชนจะเสนอข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริต และพอเสนอมาแล้วจะนำมารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเว็บไซต์ law.go.th จากนั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย พร้อมด้วยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอจี) กล่าวภายหลังประชุมว่า เชื่อว่า คตท. คณะกรรมการชุดนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจกับเอกชนว่า การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะปลอดภัย ซึ่งคณะกรรมการ กกร. ได้คุยกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทั้งหมดแล้ว พร้อมจะร่วมมือกัน ฝากสื่อมวลชนว่า ทุกๆ อย่างที่คณะกรรมการ กกร. ร่วมมือกันทำ ผลประโยชน์สุดท้ายตกกับชาติและประชาชน
นายธนวรรธน์ กล่าวเสริมว่า จะส่งข้อมูลให้วันที่ 22 พ.ค. นี้ ซึ่งร่างไว้ครบทั้งหมดแล้ว เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ส่งให้จะเป็นหลักฐานที่จะสามารถนำไปดำเนินการเอาผิดหน่วยงานได้ใช่หรือไม่ นายพจน์ ย้อนถามว่า “เอาผิดใครล่ะ เมื่อสักครู่ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่าแบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นแบบสอบถามว่ามีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเอาผิดใคร การทำข้อมูลนี้เพื่อให้เห็นว่า มีปัญหาว่ามีการทุจริต แต่เป็นเรื่องอดีตต้องเดินหน้าต่อไป”

เมื่อถามอีกว่า หลังจากนี้จะมีการทำแบบสำรวจซ้ำอีกหรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า จะทำทำไม เพราะรัฐบาลตั้งกรรมการแล้ว เราต้องจับมือกันแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องหลุดพ้นให้ได้กับเรื่องคอร์รัปชัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ขอข้อมูล เรื่องผลการสำรวจ แต่ กกร. ยังไม่ได้ส่งให้นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ได้นัดหมายกับ คพ. แล้วว่าจะส่งให้ภายในวันที่ 22 พ.ค. ขณะนี้ร่างเอกสารไว้ครบแล้ว ขออนุญาตชี้แจงเพื่อความชัดเจนว่า ที่ คพ. ขอมาเป็นการขอข้อมูลขั้นตอนกระบวนการในการทำแบบสอบถาม เพราะฉะนั้น เวลาส่งคำชี้แจงจะเป็นเรื่องของการสำรวจแบบสอบถาม กระบวนการเก็บข้อมูล ซึ่งก็บอกกับหลายกรมชัดเจนแล้วว่า กกร. มีกระบวนการอย่างไร เราเก็บแบบเป็นมุมกว้าง โดยยึดโครงการที่ทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และเวิลด์แบงก์ พร้อมทำการเสวนาบนเวทีสาธารณะ
“เพราะฉะนั้น เป็นโครงที่เราทำเพื่อชี้ช่องว่าง มันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้เจาะว่าขั้นตอนไหนของหน่วยงานนี้เป็นอย่างไร แต่ในอนาคตพร้อมร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการดำเนินงานเชิงรุก ที่จะเจาะลึกว่า หน่วยงานไหนมีขั้นตอนใดที่ผิดพลาดก็จะเจาะลึกได้เป็นรายกรณี ขอย้ำว่า ไม่ได้จะส่งข้อมูลให้ แต่พร้อมที่จะให้มาประสานขอข้อมูล ซึ่งแต่ละคำขอ ที่ขอมาเป็นขั้นตอนกระบวนการทำงาน”
ด้านนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สถาบันจะมีการจัดเวิร์กช็อป ถือเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประโยชน์ในการศึกษาและหาทางแก้ไขเพื่อป้องกันการทุจริต ย้ำว่า ผลการสำรวจชี้ให้เห็นความจริงรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็นชุดความจริงที่จะไปดำเนินคดีได้ แต่มีประโยชน์อย่างมากที่ทำให้คนในระบบมองเห็นปัญหาและนำมาวิเคราะห์ในแต่ละขั้นตอนการทำงาน จะต้องมีการทบทวนอย่างไรบ้าง



