หลายปีที่ผ่านมา แนวคิด ‘เนเชอร์ โพซิทีฟ’ (Nature Positive) กำลังถูกจับตามากขึ้นในภาคธุรกิจทั่วโลก หลังประเด็นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรจึงเริ่มขยับจากการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศให้กลับคืนความสมบูรณ์ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
เอสซีจี แพคเกจจิ้ง หรือ เอสซีจีพี (SCGP) เป็นหนึ่งในองค์กรที่นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ ผ่านการบริหารจัดการสวนไม้ภายใต้มาตรฐานเอฟเอสซี (FSC) เพื่อให้การดูแลทรัพยากรธรรมชาติเดินไปพร้อมกับการสร้างรายได้ให้ชุมชนและการฟื้นฟูระบบนิเวศ

‘มหาศาล ธีรวรุฒม์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ใน SCGP กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ โดยตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 ก่อนมุ่งสู่การฟื้นฟูธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 ผ่านความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
ปัจจุบัน บริษัทมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC จำนวน 55,369 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ 6,212 ไร่ โดยมาตรฐานดังกล่าวกำหนดให้ต้องมีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อย 10% ของพื้นที่สวนไม้ เพื่อช่วยปกป้องระบบนิเวศและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงยึดหลักไม่ตัดไม้ทำลายป่าและไม่เปลี่ยนพื้นที่ป่าธรรมชาติไปใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น
สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพต่อเนื่อง
SCGP ยังร่วมมือกับศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อนุรักษ์ทุก 2 ปี เพื่อติดตามความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว

หนึ่งในพื้นที่หลักคือ จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC จำนวน 8,174 ไร่ และเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่ ผลสำรวจล่าสุดพบพรรณไม้ 82 ชนิด จาก 37 วงศ์ ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์


นอกจากนี้ SCGP ยังจัดหาไม้อย่างยั่งยืนรวม 2.58 ล้านตันในปี 2568 พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการสวนไม้ ผ่านระบบอี-แพลนเทชัน (E-Plantation) ที่ใช้ติดตามข้อมูลพื้นที่ปลูกตั้งแต่การวางแผนปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อติดตามผลผลิต การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีเขียว และเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ไฟป่าและการบุกรุกพื้นที่ รวมถึงประเมินการกักเก็บคาร์บอนและปริมาณคาร์บอนสะสมในพื้นที่ปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ภายใต้มาตรฐานที-เวอร์ (T-VER)
ขณะเดียวกัน ยังพัฒนาสายพันธุ์ยูคาลิปตัสลูกผสมให้เหมาะกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นคุณสมบัติทนแล้ง ต้านทานโรค และเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอน เพื่อรองรับการจัดการสวนไม้อย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมขยายการรับรองมาตรฐานพีอีเอฟซี (PEFC) ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมตามข้อกำหนดอียูดีอาร์ (EUDR) หรือกฎหมายสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบในอนาคต

‘วีรเชษฐ์ จันทวงษ์’ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัววัว หมู่ 8 บางวังพึง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ชุมชนร่วมกับบริษัทดูแลและอนุรักษ์ป่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม การเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีงานทำ และช่วยกันดูแลให้ป่าฟื้นตัว ส่งผลให้เริ่มเห็นการกลับมาของสัตว์ป่า รวมถึงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่ดีขึ้น
ชุมชนมีรายได้ ระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัว
นอกจากการดูแลป่า บริษัทสยามฟอเรสทรียังเดินหน้า ‘โครงการยูคาริมคันคลอง’ โดยนำพื้นที่ว่างบริเวณริมคลองส่งน้ำและคันนาในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีโครงข่ายคลองยาวกว่า 5,000 กิโลเมตร มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยกำจัดวัชพืชและไมยราบยักษ์ที่กีดขวางทางน้ำ ทำให้การส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการจ้างแรงงานและการจำหน่ายไม้
โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดย SCGP สนับสนุนทั้งกล้าไม้ ปุ๋ย องค์ความรู้ด้านการปลูก รวมถึงการรับซื้อผลผลิตในราคาขั้นต่ำ ขณะที่ชุมชนร่วมบริหารจัดการในรูปแบบกองทุนหมู่บ้าน ปัจจุบันขยายเป็นโครงการระดับหมู่บ้านมากกว่า 800 โครงการ เพื่อบริหารผลประโยชน์ร่วมกันและนำรายได้กลับมาพัฒนาชุมชน

‘สุพรรณ เกตุพงษ์’ ผู้ใหญ่บ้านนาถัง ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการดังกล่าวช่วยให้คนในชุมชนกลับมาร่วมมือกันดูแลพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น พื้นที่ที่เคยรกร้างถูกพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ทั้งช่วยดูแลดินและน้ำ รวมถึงสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งยังถูกนำไปต่อยอดเป็นกองทุนหมู่บ้าน ใช้สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ ทุนการศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ต่อไป
ทั้งนี้ SCGP มีแผนเพิ่มพื้นที่รับรองสวนไม้ยูคาลิปตัสอีก 1 หมื่นไร่ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมอีก 1 พันไร่ ภายในปี 2570 เพื่อต่อยอดการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล



