จากสถานการณ์ด้านพลังงานทั่วโลกที่กำลังผันผวนและเจอความท้าทายจากปัญหาความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลางจนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมไปถึงประเทศไทยโดยข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ในปี 68 ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” มีปริมาณสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก แต่นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ.69 ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ
รายงานอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ได้วิเคราะห์ ผลกระทบของวิกฤติราคาพลังงานว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี จะปรับลดลง รวมทั้ง ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาพลังงานเนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง
นอกจากนี้ รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่า ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของพลังงาน ทำให้ประเด็นด้านความมั่นคงพลังงานกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยการลงทุนในพลังงานสะอาดมีบทบาทสำคัญในการเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบพลังงานพร้อมยังช่วยรับมือความเสี่ยงในระยะสั้นและลดต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
สำหรับ ประเทศไทยรัฐบาลมีเป้าหมายด้านนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP 2024) โดยประเทศไทยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนสะสมอีกราว 17,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 73 และจะเพิ่มเป็น 53,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 80 เพื่อยกระดับสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระดับระบบส่งและระบบจำหน่าย
ล่าสุด รัฐบาลไทยได้เตรียมแผนออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน400,000 ล้านบาท เพื่อมาเยียวยาบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชน และเพื่อมาปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ประเทศ ไทยต้องนำเข้าอย่างมหาศาล และป้องกันวิกฤติ 5 ระลอก ทั้งวิกฤติสงคราม วิกฤติพลังงาน วิกฤติต้นทุน วิกฤติค่าครองชีพ และวิกฤติกำลังซื้อ

หนึ่งในบริษัทด้านพลังงานสะอาดที่สำคัญอย่าง “บมจ.ซีเคพาวเวอร์” (CK Power) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ ได้แก่ พลังงานน้ำ พลังความร้อนร่วมและพลังแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 3,640 เมกะวัตต์ ในปัจจุบัน 93% ของกำลังการผลิตติดตั้งมาจากพลังงานหมุนเวียน สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งมั่นจะเป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง
“ซีเคพาวเวอร์” ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนให้ไม่ต่ำกว่า95% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดภายในปี 86 ซึ่งเมื่อวันที่ 27-29 เม.ย. ที่ผ่านมา “ซีเคพาวเวอร์” ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและ ทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
การเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ “ซีเคพาวเวอร์” จะนำไปใช้ในการลงทุน ในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานของโลก โดยความสำเร็จในการเสนอขายครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ “ซีเคพาวเวอร์” ในฐานะผู้ออกกรีนบอนด์ ที่เชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับการพัฒนาโครงการพลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแผนงาน 5 ปี (2569-2573) “ซีเคพาวเวอร์” ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตจากโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และการยื่นประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs) ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นปี 2568 ที่ร้อยละ 65 และคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ตามแผนในปี 2573
ทั้งนี้ในปี 68 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่ม “ซีเคพาวเวอร์” สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง หรือคิดเป็น 17% ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและในปีที่ผ่านมา บริษัท สามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออก ไซด์เทียบเท่า บริษัทเชื่อมั่นว่าไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 93
“การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต”



