ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนในตำบลสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งรัฐบาลดำเนินการเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท และใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละ 200 บาท
จากการสอบถามพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มองว่าโครงการดังกล่าวสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะค่าอาหารและค่าน้ำมันในช่วงที่เศรษฐกิจและราคาสินค้ายังปรับตัวสูงขึ้น แต่หลายคนอยากให้รัฐบาลจ่ายเป็นเงินก้อนครั้งเดียว เพื่อให้สามารถนำไปใช้จ่ายเรื่องจำเป็นได้สะดวกมากกว่า โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

นางยุภา มีแสง อายุ 65 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับการแบ่งจ่ายรายเดือน เพราะหากได้รับครั้งเดียว 4,000 บาท จะสามารถนำไปซื้อของจำเป็นได้สะดวกกว่า โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมของลูกหลาน ถ้าจะให้ก็อยากให้ทีเดียวเลย จะได้ซื้อของเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนนี้ซื้ออะไรก็แพงขึ้น ของบางอย่างเคยซื้อ 100 บาท ก็ขึ้นเป็น 105 บาท พอให้แบ่งรายเดือนก็เหมือนซื้อได้แค่ของเล็กๆ น้อยๆ” นางยุภากล่าว
ด้านนาย เล็ก มีวงษ์สม อายุ 66 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป กล่าวว่า แม้เงินช่วยเหลือจะไม่ได้มาก แต่ก็ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ ทั้งค่าอาหารและค่าน้ำมัน พร้อมอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าสูงขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่นางฐิตาพร รามสิริ อายุ 46 ปี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันได้จริง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรหลานต้องดูแล เพราะตนเองมีลูก 2 คน และมีค่าใช้จ่ายวันละประมาณ 200 บาทอยู่แล้ว พอมีโครงการนี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้ ส่วนเรื่องราคาสินค้าก็ขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องซื้ออยู่ดี ถือว่าดีกว่าไม่ได้อะไรเลย นางฐิตาพรกล่าว
อย่างไรก็ตาม นางฐิตาพรยังเสนอว่า หากรัฐบาลจ่ายเป็นเงินก้อน 4,000 บาท จะช่วยให้ประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายเรื่องสำคัญได้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน แต่ก็ยอมรับว่าการแบ่งจ่ายรายวันก็มีข้อดี เพราะช่วยให้มีเงินใช้ได้ต่อเนื่องหลายวัน
ทั้งนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า แม้โครงการจะมีข้อจำกัดเรื่องการใช้จ่าย แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบันได้ระดับหนึ่ง



