สำนักงาน กปร. ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าสืบสาน รักษา และต่อยอด “ศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี” มุ่งพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์คุณภาพ ทั้งด้านความต้านทานโรค คุณภาพผลผลิต และความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมถึงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค พร้อมขยายองค์ความรู้สู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีประชาชนและเกษตรกรเข้าศึกษาดูงานมากกว่า 2,000 คนต่อปี
นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริ ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานอนุกรรมการฯ ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริเมื่อปี 2524 ให้จัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ผลในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาพัฒนาและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรสำหรับประชาชน
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาพันธุ์ไม้ผล
ที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ ทุเรียน เงาะ และฝรั่ง ทั้งพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิมและพันธุ์พัฒนาใหม่ที่มีคุณสมบัติต้านทานโรค ให้ผลผลิตดี และตรงตามความต้องการของตลาด ควบคู่กับการดำเนินงานด้านปศุสัตว์ ภายใต้ความร่วมมือแบบบูรณาการของ
15 หน่วยงาน

นางสุพร กล่าวว่า พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุของคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะในการติดตามงานครั้งนี้ว่า ควรพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงการให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ซึ่งสำนักงาน กปร. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมร่วมกันสนับสนุนและขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ต่อประชาชน
“ที่ผ่านมา ศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี มีประชาชนและเกษตรกรเดินทางเข้ามาศึกษาดูงานมากกว่า
2,000 คนต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศูนย์ฯ ในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร หากมีการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และขยายผลสู่เกษตรกรในวงกว้างมากขึ้น ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตไม้ผลของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสุพร กล่าว
ด้านนายประสิทธิ์ บุญโกย กำนันตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีประชาชนอาศัยอยู่ไม่มาก และสภาพพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ทำให้การปลูกพืชชนิดอื่นไม่ได้ผลดีมากนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำรงชีวิตตามสภาพธรรมชาติ ต่อมามีประชาชนเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น และเริ่มปลูกไม้ผลนอกเหนือจากยางพารา เช่น ทุเรียน และเงาะ แต่ยังไม่ได้ผลผลิตที่ดี เนื่องจากใช้พันธุ์ดั้งเดิมและขาดแหล่งน้ำสำหรับบำรุงไม้ผล
“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานความช่วยเหลือ โดยให้จัดตั้งโครงการศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริขึ้น เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และนำต้นพันธุ์ไม้ผลที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์
ไปปลูก ปัจจุบันมีประชาชนทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำต้นพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง โดยเป็นพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ทนแล้ง ให้ผลผลิตดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นและผล รวมถึงใช้น้ำส้มควันไม้กำจัดแมลง ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมี
ในบางช่วงที่ต้องการเร่งการเจริญเติบโต ขณะนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ที่พระองค์ท่านพระราชทานโครงการนี้แก่ประชาชน ปัจจุบันหมู่ที่ 8 ตำบลท่าหลวง มีจำนวน 180 ครัวเรือน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพื้นที่สามารถทำการเกษตรได้ผลดี และมีโครงการคอยเป็นพี่เลี้ยงในการเพาะปลูก” นายประสิทธิ์ กล่าว

โครงการศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินงานศึกษาทดลองทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ร่วมปรับปรุงบำรุงดิน พัฒนาระบบส่งน้ำ และส่งเสริมการปลูกไม้ผลตามหลักวิชาการ จนเกิดเป็นแปลงสาธิตและจุดเรียนรู้ด้านการเกษตรภายในพื้นที่โครงการ ปัจจุบันได้รับการต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมพัฒนาผลผลิตไม้ผลตามมาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ



