เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พ.ค. 69 ที่ มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 63 ปี พร้อมด้วยพี่สาว นางบี (นามสมมุติ) และคุณแม่ วัย 88 ปี นำหลักฐานเอกสารต่างๆ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิฯ นางชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิฯ หลังทั้ง 3 คน ถูกชาย อายุ 33 ปี ลูกชายแท้ๆ ของนางเอ มาขอร้องให้ผู้เป็นแม่ไปยืมเงินนางบี จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อไปโชว์ในบัญชีทำเรื่องกู้มาลงทุนสร้างหอพัก พอเรื่องกู้ผ่าน กลับเบี้ยวเงินป้า ไม่ยอมพูดคุย บล็อกช่องทางการติดต่อ แต่คนที่ชอกช้ำใจมากที่สุดต้องร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดทุกคืนคือผู้เป็นแม่ เนื่องจากเป็นผู้ออกหน้าค้ำประกันให้กับลูกชายตอนไปยืมเงินป้ามา จนคิดจบชีวิตตัวเองหลายครั้ง แม่กับพี่สาวต้องคอยปลอบใจและช่วยเหลือ

นางเอ กล่าวทั้งน้ำตาขณะให้สัมภาษณ์ว่า ตนมีลูก 4 คน คนโตเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ลูกชายคนเอาเงินไปเป็นลูกชายคนเล็ก เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 68 ลูกชาย ได้คลานเข้ามากราบเท้าตน ขอให้ออกหน้าช่วยค้ำประกันไปยืมเงินพี่สาวของตนซึ่งไม่มีครอบครัว ขอให้ตนค้ำประกันและยืมเงินพี่สาว จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อที่จะไปโชว์ในบัญชี ทำเรื่องขอกู้ธนาคารในการสร้างหอพักที่อยู่อาศัย บอกว่าจะคืนให้ทันทีหลังเรื่องผ่านเรียบร้อย
แต่ปรากฏว่าหลังจากเรื่องผ่านแล้ว ลูกชายกลับเบี้ยว ไม่ยอมคืนเงินให้กับผู้เป็นป้า อ้างว่าที่ยืมไปเป็นเงินของตน ซึ่งเป็นแม่ และแม่ก็ต้องช่วยลูกอยู่แล้ว ตนจึงบอกกับลูกชายว่าอย่าทำแบบนี้เลย ทำแบบนี้เหมือนเป็นการโกงเงินป้าชัดๆ เพราะวันที่ไปโอนเงินที่ธนาคาร นางบีผู้เป็นป้าได้เบิกเงินสดๆ จำนวน 10 ล้านบาทใส่บัญชีลูกชายตนต่อหน้า โดยมีตนเป็นผู้ค้ำประกันและรับประกันกับพี่สาวว่าลูกชายไม่เบี้ยวอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นมาตนเองได้พยายามพูดจาขอร้องให้ลูกชายคืนเงินให้กับป้าไป แต่กลับถูกด่าทอหยาบคายว่าให้ไปตาย ทำให้ตนคิดมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอยู่หลายครั้งที่ลูกชายบุกเข้ามาหาตนที่บ้าน ล็อกคอใช้มีดจะทำร้ายตน โชคดีที่แม่ตนเข้ามาห้าม เพราะก่อนหน้านี้ตนก็เพิ่งเสียไตไปข้างหนึ่ง โดยพี่ชายคนโตมอบไตให้มา 1 ข้าง ตนเคยคิดจบชีวิตตัวเองหลายครั้ง แต่ผู้เป็นแม่กับพี่สาวคือนางบีก็พูดปลอบใจให้กำลังใจตนอย่าคิดมาก
“วันนี้มาขอความเป็นธรรมและฝากบอกผ่านสื่อเลยว่า ขอตัดขาดความเป็นแม่ลูกกับลูกชายเนรคุณคนนี้ หากตายก็ไม่ต้องมาเผาผีกัน” นางเอ กล่าว
นางบี พี่สาวของนางเอ และเป็นป้าของชายที่เอาเงินไป เปิดเผยว่า ตนอยู่คนเดียว ไม่มีครอบครัว เงินที่หามาได้ก็ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิต เพราะไม่มีลูก มีแค่หลานซึ่งเป็นลูกของน้องสาว ทรัพย์สมบัติที่มี ถ้าหากหลานเป็นคนดี มีความกตัญญู เงินทองที่เก็บไว้ก็คงไม่ไปไหน ก็คงเป็นของหลานๆ แต่ไม่คิดว่าเขาจะทำกับแม่ของเขาและตนได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะอาม่าซึ่งอายุมากแล้ว ก็เสียใจ และไม่คิดว่าหลานจะทำได้ลงคอ เพราะก่อนหน้าที่จะหลอกเอาเงินตนไป 10 ล้านนั้น นางเอ ก็ยกที่ดินและทรัพย์สมบัติให้กับลูกชายคนเล็กไป แต่เขาก็ไม่สำนึกบุญคุณ กลับมาหลอกลวงเอาเงินจากตนไปแล้วไม่ยอมคืน
“อยากฝากบอกไปถึงเขาว่า เงินที่เอาไป ป้าหามาทั้งชีวิต ถ้าคืนได้ก็นำมาคืนเถอะ เพราะรู้มาว่าตอนนี้หลานมีเงินฝากในบัญชีหลายสิบล้าน มีรายได้จากการเก็บเงินจากผู้พักอาศัยเดือนนึงหลายแสนบาท ก็ขอให้นำเงินมาคืนป้าเถอะ มันจะได้ไม่เป็นบาปติดตัวหลานไปในชาตินี้หรือชาติหน้า” นางบี กล่าว
ส่วนอาม่า กล่าวสั้นๆ ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนสงสารลูกสาวทั้งสองคนมาก ไม่คิดว่าหลานเนรคุณคนนี้จะทำกับผู้เป็นแม่และป้าได้ เงินที่เอาไปต่อยอดถ้าได้แล้วก็นำกลับคืนป้าเขาเถอะ เขาไม่มีครอบครัว ชีวิตบั้นปลายก็อยู่คนเดียว
ด้านนายรณณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เงินตั้ง 10 ล้าน หลานชายคนนี้มาหลอกเอาไปจากผู้เป็นป้า โดยให้ผู้เป็นแม่ออกหน้าค้ำประกันนั้น อีกทั้งยังเคยบุกไปขู่จะทำร้ายแม่ ไล่แม่ให้ไปตาย พูดจาด่าทอด้วยความหยาบคาย ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพวงจรปิดและคลิป ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ผู้เป็นแม่สามารถฟ้องในข้อหาเนรคุณได้เลยเพราะมีกฎหมายรองรับ และเรียกทรัพย์สมบัติที่ให้ลูกกลับคืนมาได้หากลูกคนนั้นเนรคุณ ไม่ดูแลพ่อแม่ ตนจะพาผู้เสียหายทั้ง 3 คน ไปร้องเรียนกับผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และจะให้แจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับลูกชายคนนี้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป.



