เมื่อวันที่ 21 พ.ค. นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังความปลอดภัยผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปยอดนิยมในช่วง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2567-2569 พบการปนเปื้อนโซเดียมและโพแทสเซียมไนเทรต (Nitrate) หรือไนไทรต์ (Nitrite) หรือเกลือถนอมอาหารในหลายผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มไส้กรอก โบโลน่า และแฮม มีอัตราการตรวจพบไนเทรตและไนไทรต์สูงที่สุด โดยพบไนเทรตถึง 61% และไนไทรต์ 55% แต่ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ส่วนกลุ่มแหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน และกุนเชียง แม้จะมีสัดส่วนการตรวจพบไนเทรตเพียง 38% และไนไทรต์ 12% แต่กลับเป็นกลุ่มที่พบการตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึง 4 ตัวอย่าง (ไนเทรต 1 ตัวอย่าง และไนไทรต์ 3 ตัวอย่าง) ซึ่งส่วนใหญ่มักผลิตโดยผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดการควบคุมสูตรการผลิตที่แม่นยำ

“ที่น่ากังวลจากการตรวจสอบเมนูเนื้อสัตว์ปรุงสำเร็จพร้อมบริโภค ซึ่งตรวจพบปริมาณไนไทรต์สูงถึง 3,880 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเกือบ 50 เท่า โดยมีรายงานผู้บริโภคเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทาน อาทิ หน้ามืด วิงเวียน มือชา กล้ามเนื้อกระตุก และบางรายถึงขั้นหมดสติ” นพ.สราวุฒิ กล่าว

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้โซเดียมและไนเทรต หรือไนไทรต์ ในผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อสัตว์ เช่น กุนเชียง ไส้กรอก แหนม และหมูยอ เพื่อช่วยคงสีชมพูแดงของเนื้อสัตว์และยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียอันตราย เช่น Clostridium botulinum ซึ่งหากได้รับในปริมาณสูง อาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน มีอาการตัวเขียวคล้ำ หายใจหอบ เวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

นอกจากนี้ หากนำอาหารที่มีไนเทรตหรือไนไทรต์ไปผ่านความร้อนสูง เช่น ปิ้ง ย่าง หรือทอดจนไหม้เกรียม สารดังกล่าวอาจทำปฏิกิริยากับโปรตีนเกิดเป็น “ไนโตรซามีน” (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งนี้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 468) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ใช้ไนเทรตได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และไนไทรต์ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงขอแนะนำในการเลือกบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป โดยหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสีชมพูหรือสีแดงเข้มผิดปกติ ลดการรับประทานซ้ำบ่อยครั้ง เสี่ยงสะสมในร่างกายและเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งได้ โดยเฉพาะอาหารยอดนิยมของเด็กและอาหารพื้นบ้านที่วางจำหน่ายทั่วไป ทั้งนี้ ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการสะสมของสารก่อมะเร็งในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกภาคส่วนให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน.