สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ว่าสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (ซีบีพี) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการคัดกรองด้านสาธารณสุขในระดับที่เข้มข้นขึ้น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ วอชิงตันดัลเลส ในกรุงวอชิงตัน เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาจากเชื้อไวรัสบุนดีบูเกียว ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และยูกันดา


ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศว่า พลเมืองที่เคยเดินทางไปยังดีอาร์คองโก ยูกันดา หรือ ซูดานใต้ ภายในช่วง 3 สัปดาห์ล่าสุด จะต้องเดินทางกลับเข้าประเทศ ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติ วอชิงตันดัลเลส ในกรุงวอชิงตัน “เท่านั้น” เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสอีโบลา “อย่างเข้มงวด”


ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน ซึ่งเคยเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ในช่วง 3 สัปดาห์ล่าสุด เดินทางเข้ามาในสหรัฐ


นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า การยกระดับมาตรการในครั้งนี้เพื่อ “ปกป้องชาวอเมริกัน” และสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายว่า เชื้อไวรัสอีโบลาจะไม่มีวันมาถึงอเมริกา ส่วนเป้าหมายอันดับสองคือ การทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือประชาชนในดีอาร์คองโกและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไม่ให้โรคร้ายนี้แพร่กระจายออกไปนอกภูมิภาค


ด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อวิจารณ์มาตรการของสหรัฐว่า การบีบให้ผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดมารวมกันที่สนามบินเพียงแห่งเดียวนั้น ถือเป็นแนวทางที่แตกต่างไปจากการรับมือวิกฤติการณ์แพร่ระบาดในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ซึ่งตอนนั้นสหรัฐจัดให้มีการคัดกรองที่สนามบินนานาชาติจำนวน 5 แห่ง และเตือนว่า มาตรการนี้จะทำให้เกิดปัญหาคอขวด รวมถึงความท้าทายด้านการบริหารจัดการสำหรับผู้เดินทาง.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES