สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ว่าสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (ซีบีพี) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการคัดกรองด้านสาธารณสุขในระดับที่เข้มข้นขึ้น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ วอชิงตันดัลเลส ในกรุงวอชิงตัน เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาจากเชื้อไวรัสบุนดีบูเกียว ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และยูกันดา
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศว่า พลเมืองที่เคยเดินทางไปยังดีอาร์คองโก ยูกันดา หรือ ซูดานใต้ ภายในช่วง 3 สัปดาห์ล่าสุด จะต้องเดินทางกลับเข้าประเทศ ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติ วอชิงตันดัลเลส ในกรุงวอชิงตัน “เท่านั้น” เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสอีโบลา “อย่างเข้มงวด”
Secretary of State Marco Rubio (@SecRubio) on Ebola: "We care about Ebola. We don't want anyone dying or being affected by Ebola, but our number one priority will always be making sure it doesn't come to the United States. That's our number one obligation." pic.twitter.com/WeEKe9BOGT
— CSPAN (@cspan) May 21, 2026
ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน ซึ่งเคยเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ในช่วง 3 สัปดาห์ล่าสุด เดินทางเข้ามาในสหรัฐ
นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า การยกระดับมาตรการในครั้งนี้เพื่อ “ปกป้องชาวอเมริกัน” และสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายว่า เชื้อไวรัสอีโบลาจะไม่มีวันมาถึงอเมริกา ส่วนเป้าหมายอันดับสองคือ การทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือประชาชนในดีอาร์คองโกและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไม่ให้โรคร้ายนี้แพร่กระจายออกไปนอกภูมิภาค
ด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อวิจารณ์มาตรการของสหรัฐว่า การบีบให้ผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดมารวมกันที่สนามบินเพียงแห่งเดียวนั้น ถือเป็นแนวทางที่แตกต่างไปจากการรับมือวิกฤติการณ์แพร่ระบาดในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ซึ่งตอนนั้นสหรัฐจัดให้มีการคัดกรองที่สนามบินนานาชาติจำนวน 5 แห่ง และเตือนว่า มาตรการนี้จะทำให้เกิดปัญหาคอขวด รวมถึงความท้าทายด้านการบริหารจัดการสำหรับผู้เดินทาง.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



