เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ผอ.ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รอง ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.สุขเกษม นครวิลัย ผบก.ภ.จว.กระบี่, พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พล.ต.ต.ชัยเกียรติ วิริยะสถิตย์กุล ผบก.ภ.จว.พังงา บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย ปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3” ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ สรุปผลการปฏิบัติในวันนี้ เป้าหมายตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,053 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 59 หมายจับ เป็นคนไทย 28 คน ต่างชาติ 31 คน

พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า การปฏิบัติการในวันนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทลายนอมินีต่างชาติ โดยเฟสแรกและเฟสที่ 2 ได้ดำเนินการที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนเฟสที่ 3 นั้น ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ในวันนี้ได้ระดมกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนลงปฏิบัติการทั้งหมด 59 หมายจับ 60 หมายค้น ซึ่งในส่วนของจังหวัดภูเก็ต มีทั้งหมด 29 บริษัท โดยเน้นนอมินีถือครองที่ดิน และบริษัทที่มีสัดส่วนคนต่างด้าวถือหุ้นมากกว่าคนไทยและถือครองที่ดินด้วย
อย่างไรก็ตามทางตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แฝงตัวหาข่าวในพื้นที่เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว เพื่อรวบรวมหลักฐานก่อนที่จะเปิดปฏิบัติการในวันนี้มีการตรวจค้นพบว่า บางบริษัทบางคนผู้ถือหุ้นมีเพียงบัตรประกันสังคมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่มีศักยภาพที่จะร่วมทุนได้

โดยสรุปผลการปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3” ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา บริษัทที่มีลักษณะเป็นนอมินี จำนวน 29 บริษัท และบริษัทถือครองที่ดิน แต่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวมากกว่าคนไทย จำนวน 48 บริษัท ดำเนินการตามหมายและกระบวนการทางกฎหมาย ออกหมายจับ จำนวน 59 หมาย ออกหมายค้น จำนวน 60 หมาย ที่ดิน จำนวน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 1,053,518,872 บาท
อย่างไรก็ตามสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง



