เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1 อาคารเอ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1 นัดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. มาฟังคำสั่งในคดีที่ถูก พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิท แจ้งความดำเนินคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางมาพร้อมกับนายสัญญาภัชร สามารถ ทนายความส่วนตัว

คดีนี้ พ.ต.ท.คริษฐ์ กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2560 ถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใช้มือขวาตบเข้าที่กกหูซ้ายอย่างรุนแรงติดต่อกัน 4-5 ครั้ง ต่อมาวันที่ 23 ก.พ. 2560 เริ่มมีอาการปวดหูและปวดศีรษะอย่างรุนแรง จึงเข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.กรุงเทพ แพทย์วินิจฉัยพบว่า แก้วหูซ้ายทะลุฉีกขาดเป็นรูขนาดกลางอันเป็นผลจากการถูกทำร้าย

สำหรับการเข้าพบพนักงานอัยการในวันนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาในชุดสูทสีฟ้า ด้วยใบหน้าแจ่มใส เข้าไปลงลายมือชื่อกับพนักงานอัยการและเดินทางกลับโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ กล่าวเพียงว่า ให้สอบถามผ่านทางทนายความเพียงอย่างเดียว

ด้าน นายสัญญาภัชร กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลังพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการ ตนได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมในชั้นอัยการ วันนี้ทางพนักงานอัยการยังพิจารณาไม่เสร็จสิ้น จะเลื่อนฟังคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 24 ก.ค. นี้ เวลา 10.00 น. ไม่ได้หมายความว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขอเลื่อนหรือประวิงเวลา แต่เป็นการทำตามขั้นตอน เราจะดำเนินการภายในกรอบของกฎหมายตามขั้นตอนที่มองว่าจะเกิดความเป็นธรรมแก่ลูกความ

โดยอำนาจของการพิจารณาอยู่ที่พนักงานอัยการ การร้องขอความเป็นธรรม เป็นรายละเอียดอยู่ในสำนวน เรื่องนี้เป็นการถูกกล่าวอ้างว่า เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2560 ระยะเวลาผ่านมานานถึง 9 ปี ที่ผ่านมาก็ยังมีการทำงานร่วมกันอยู่ จึงเป็นข้อสังเกตและยื่นขอความเป็นธรรมในส่วนนี้ว่าเรื่องผลการพิสูจน์จะเป็นอย่างไร ส่วนที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ฟ้องกลับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ฐานแจ้งความเท็จ ศาลได้รอให้คดีทำร้ายร่ายกายที่ถูกกล่าวหานี้พิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อน และจะพิจารณาคดีในเรื่องการแจ้งความเท็จต่อไป

นายสัญญาภัชระ ระบุต่อว่า ประเด็นในการถูกฟ้องร้องในครั้งนี้ ทางบิ๊กโจ๊ก ได้มีการแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ แต่ทางศาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจึงใช้พยานหลักฐานเดียวกัน และให้รอผลในคดีหลัก ทั้งนี้ การเลื่อนนัดดังกล่าวไม่ใช่การร้องขอจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด โดยอำนาจในการพิจารณาเป็นของพนักงานอัยการ และทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ในส่วนเรื่องของ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ทางบิ๊กโจ๊กได้มีการไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ซึ่งขณะนี้ไม่รู้ว่าคดีมีความคืบหน้าเป็นอย่างไร แต่ยืนยันว่าเป็นคนละส่วนกับคดีของ พ.ต.ท.คริษฐ์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดช่วงหลังมานี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อด้วยตนเอง และมอบหมายให้ทีมทนายความชี้แจงแทนทุกครั้ง นายสัญญาภัชระ ระบุว่า ที่ผ่านมา บิ๊กโจ๊กพูดมามากแล้ว และเกรงว่าหากพูดอะไรเพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี จึงต้องการให้ทนายความเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

อย่างไรก็ตามมีเรื่องที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น คือการนำพยานหลักฐานในสำนวนคดีคดี เช่น คลิปเสียง ที่ทางทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จึงดำเนินการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนให้พิจารณาเรื่องนี้.