สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ว่านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจากสถาบันชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก กำลังส่งสัญญาณเตือนร่วมกัน หลังพบตัวบ่งชี้ทางธรรมชาติหลายประการว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะแปรปรวนทางสภาพอากาศครั้งใหญ่ และมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ภายในปีนี้


ทั้งนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญ คือสภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโนต่อสภาพอากาศโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลในตอนนี้ ไม่ใช่เอลนีโญระดับปกติ แต่เป็นระดับรุนแรงขั้นสุด หรือ ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งในอดีตเคยสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลมาแล้ว


ข้อมูลจากทุ่นตรวจวัดและสถานีดาวเทียมหลายแห่งเผยให้เห็นว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในภูมิภาคตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเริ่มอุ่นขึ้นในอัตราที่รวดเร็วและรุนแรงอย่างน่าตกใจ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีในการก่อตัวของซูเปอร์เอลนีโญ


ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้จะแตกต่างจากอดีต เนื่องจากกำลังจะเกิดขึ้นบนฐานของ “โลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว” จากก๊าซเรือนกระจก แรงบวกคู่ขนานนี้อาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงทุบสถิติใหม่ และอาจทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์จำกัด 1.5 องศาเซลเซียส เป็นการชั่วคราว


ขณะเดียวกัน แบบจำลองสภาพภูมิอากาศเกือบทั้งหมดคาดการณ์ไปในทางเดียวกันว่า ซูเปอร์เอลนีโญจะนำมาซึ่งภัยแล้งรุนแรงและคลื่นความร้อน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และแอฟริกาตะวันออก ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและวิกฤติขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ จะมีฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉียบพลัน ในแถบอเมริกาใต้ และตอนใต้ของสหรัฐ


หาก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรทั่วโลก ผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล และกาแฟ จะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตเงินเฟ้อ และผลักดันให้ราคาอาหารโลกพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง


แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนบางประการในการพยากรณ์กรอบเวลาที่แม่นยำ เนื่องจากความผันผวนของกระแสลมเปลี่ยนทิศ ทว่าภาพรวมของข้อมูลกรองทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดต่างชี้ไปที่ข้อสรุปเดียวกันคือ “บางสิ่งที่รุนแรงกำลังเดินทางมา” และโลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือ กับภาวะอุณหภูมิสุดขั้วในระลอกถัดไปนับจากนี้.

เครดิตภาพ : REUTERS