เมื่อวันที่ 23 พ.ค. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.มนูญ แก้วกำ รอง ผบก.ปคม. สั่งการให้ พ.ต.อ.วริษฐ์ ปทุมารักษ์ ผกก.2 บก.ปคม. พ.ต.ท.เกียรติก้อง ทองคำ รอง ผกก.2 บก.ปคม. พ.ต.ท.ณรงค์เวทย์ จิวเดช สว.กก.2 บก.ปคม. นำกำลังจับกุมนายอังคาร หรือโจ้ อายุ 28 ปี หมายจับศาลอาญา ที่ 2828/2569 และ น.ส.สหฤทัย หรือเก๋ อายุ 29 ปี หมายจับศาลอาญา ที่ 2829/2569 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2569 ในข้อหา “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ฯ และร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามมาตรา 6/1” โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าห้องเช่าแสงตะวัน ห้องหมายเลข 14 บ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหาย หนีรอดจากตึกนรกแก๊งคอลฯ ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เข้าร้องทุกข์ต่อ กก.2 บก.ปคม. ระบุว่า ช่วงเดือน เม.ย. 68 ถูกชักชวนไปทำงานเป็นแอดมินที่ประเทศกัมพูชา แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักขังและบังคับให้ทำหน้าที่เป็นแก๊งสแกมเมอร์ หลอกลวงคนให้ร่วมลงทุนขายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มปลอม (Shopify) หากใครขัดขืนไม่ยอมเซ็นสัญญา หรือทำยอดไม่ได้ตามเป้า จะถูกลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยการใช้ “กระบองไฟฟ้าช็อตและทุบตีซ้อมทารุณ” ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่า เคยเห็นเพื่อนร่วมชาติถูกซ้อมปางตายและขังลืมจนเสียชีวิตคากลุ่มทุนจีนเทามาแล้ว

ต่อมาผู้เสียหายล้มป่วยหนัก ร่างกายรับไม่ไหว จึงอ้อนวอนขอกลับบ้าน แต่ฝั่งนายทุนจีนขู่กรรโชกเรียก “ค่าไถ่หัว” สูงถึง 500,000 บาท ก่อนจะมีการเจรจาต่อรองเหลือคนละ 120,000 บาท ท้ายที่สุดต้องยอมควักเงินรวม 240,000 บาท เพื่อซื้อชีวิตตัวเองให้พ้นจากขุมนรกดังกล่าว

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมแกะรอยตามล่าตัวผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับไว้แล้ว 10 ราย มีทั้งคนจีนและคนไทย ที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ก่อนสืบสวนทราบว่า นายอังคาร และ น.ส.สหฤทัย สองสามีภรรยาที่ทำหน้าคอยหลอกลวงคนไทยข้ามแดน และทำหน้าที่เช็กยอดเงินเข้า-ออกผ่านบัญชีม้า ได้แอบเดินทางกลับเข้าประเทศไทย โดยตอนแรกกบดานอยู่ในพื้นที่ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว และไหวตัวทัน หนีไปซ่อนตัวที่ยอดดอย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กระทั่งชุดสืบสวน ปคม. จู่โจมจับกุมตัวไว้ได้พร้อมหลักฐานการแชตหลอกลวงเหยื่อรายใหม่

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรายยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเองก็เดินทางไปทำงานที่กัมพูชาพร้อมกลุ่มผู้เสียหายเช่นกัน ยอมรับว่ารู้เห็นเรื่องการอมเงินค่าไถ่และการซ้อมทรมาน แต่ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบงการใดๆ คุมตัวส่ง พงส.กก.2 บก.ปคม. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.