นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้ให้เกียรติเป็นประธานพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โดยมีนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวรายงาน นายสรพงษ์ มานะสุขอนันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวต้อนรับ และมีผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ หอประชุม ที่ว่าการอำเภอท่าปลา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติ ครม. 26 พ.ย. 61 การมอบสมุดประจำตัว ผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561
ในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานความสำเร็จของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ ที่มุ่งมั่นผลักดันการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ได้รับการรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์นั้น กรมป่าไม้ได้ดำเนินการในพื้นที่ 9 อำเภอ รวม 317,566 ไร่ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ก่อนมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เนื้อที่ 118,047 ไร่ กลุ่มที่ 2 พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 หลังมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เนื้อที่ 110,386 ไร่ กลุ่มที่ 3 พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ก่อนมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เนื้อที่ 51,799 ไร่ และกลุ่มที่ 4 พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 หลังมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เนื้อที่ 37,334 ไร่
“พร้อมกันนี้ กรมป่าไม้ ยังได้รายงานถึงผลการดำเนินงาน โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ในส่วนกลุ่มที่ 1 ได้จัดที่ดินให้ชุมชน (คทช.) จำนวน 35 พื้นที่ เนื้อที่ 118,047 ไร่ และออกหนังสืออนุญาตแล้ว 12 พื้นที่ เนื้อที่ 56,007 ไร่ อยู่ระหว่างอนุญาตอีก 23 พื้นที่ เนื้อที่ 62,040 ไร่ ขณะที่กลุ่มที่ 2,3,4 ที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 แบ่งเป็น กลุ่มที่ 2 พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 หลัง มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ได้อนุมัติโครงการและออกประกาศฯ ตาม ม.19 แล้ว จำนวน 9 อำเภอ เนื้อที่ 110,386 ไร่ กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ก่อนและหลังมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ได้อนุมัติโครงการและออกประกาศฯ ตาม ม.19 แล้ว จำนวน 9 อำเภอ เนื้อที่ 89,133 ไร่” นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ ยังได้กล่าวถึงการมอบใบอนุญาตตัดไม้ในพื้นที่ คทช. ให้แก่นางสาวเสมียน หม่องต๊ะ ว่า เกษตรกรผู้นี้ ได้รับสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาฯ แปลงย่อยหมายเลขที่ 45 เนื้อที่ 14-3-57 ไร่ ซึ่งได้ทำหนังสือคำขออนุญาตทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยเกียงพาและป่าน้ำไคร้ ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ท้องที่ตำบลขุนฝาง อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นไม้สักจำนวน 830 ต้น ผ่านทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) โดยกรมป่าไม้และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้ตรวจสอบและพิจารณาแล้ว เห็นควรอนุญาตให้นางสาวเสมียน เป็นผู้ทำไม้ดังกล่าวเพื่อการค้าโดยวิธีตัดฟัน พร้อมออกใบอนุญาตทำไม้และใบคู่มือคนงานหรือผู้รับจ้างให้แก่ผู้รับอนุญาต
ทั้งนี้ กรมป่าไม้ จะมีการติดตามตรวจสอบควบคุมการทำไม้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหนังสือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จในการจัดที่ดินทำกินตามนโยบาย คทช. ของรัฐบาลในจังหวัดอุตรดิตถ์ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มชาวสวนทุเรียนใน อ.ลับแล ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้มอบสมุดประจำตัวรับรองสิทธิ์ที่ดินทำกินในป่าสงวนแห่งชาติป่านานกกก โดยเกษตรกรได้นำสิทธิ์บนที่ดินนั้นไปขอรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตทุเรียน หรือ GAP จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ทุเรียนสายพันธุ์ หลิน-หลง ลับแล ที่ปลูกบนที่ดินแปลงนี้ได้รับการรับรองว่าไม่ใช่ทุเรียนที่ปลูกจากการบุกรุกป่า จึงไม่เพียงไม่ถูกกดราคา แต่ยังมีผู้สั่งจองทุเรียนดังกล่าวข้ามปี นายสุชาติ กล่าว
ด้าน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมถึงการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ว่า “การมอบสมุดประจำตัวนี้ เป็นการดำเนินการตามแผนงานในปีงบประมาณ 2569 มีเกษตรกรที่อยู่ในกลุ่ม 3, 4 ที่ได้รับมอบรวมทั้งสิ้น 1,800 ราย
แบ่งเป็นอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จำนวน 15 ราย จำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา อำเภอลับแล จำนวน 1,013 ราย จำนวน 2,547 แปลง เนื้อที่ 10,856 ไร่ 70 ตารางวา อำเภอพิชัย จำนวน 9 ราย จำนวน 11 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา อำเภอทองแสนขัน จำนวน 15 ราย จำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 57 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา อำเภอท่าปลา จำนวน 162 ราย จำนวน 258 แปลง เนื้อที่ 954 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา อำเภอน้ำปาด จำนวน 556 ราย จำนวน 1,099 แปลง เนื้อที่ 3,983 ไร่ 74 ตารางวา อำเภอฟากท่า จำนวน 15 ราย จำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 60 ไร่ 2 งาน 86 ตารางวา และอำเภอบ้านโคก จำนวน 15 ราย จำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา”



