กรณี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เปิดปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือ ภายใต้ชื่อชุดเฉพาะกิจปราบปรามนอมินี สนธิกำลังร่วมกับ กองบัญชาการสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว และคณะทำงานป้องกันปราบปรามการประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายของบุคคลต่างด้าว จ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการกวาดล้างและจับกุม กลุ่มบริษัทนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติเป็นหุ้นส่วนกับชาวไทยในลักษณะที่เป็นการถือหุ้นแทนโดยเปิดปฏิบัติการเฟสแรก เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 เข้าตรวจค้นและยึดเอกสารสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมายและการบัญชีจำนวน 5 แห่ง ก่อนนำเอกสารหลักฐานที่เข้าตรวจค้นมาวิเคราะห์และขยายผลเข้าจับกลุ่มในเฟสที่ 2 เมื่อวันที่ 23 พ.ค. และจับกุมชาวต่างชาติ 20 ราย ยึดโฉนดที่ดิน 38 แปลง มูลค่าร่วม 200 ล้านบาทไว้ตรวจสอบ โดยในชั้นจับกลุ่มและชั้นสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัว ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ล้างบางเกาะพะงัน! ทลาย 32 บริษัทนอมินีฮุบที่ดิน 40 ไร่ รวบ 22 ต่างชาติ คาหมายจับอื้อ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. คณะพนักงานสอบสวนในคดีนอมินี นำโดย พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ ร่มไทร รอง ผกก.สอบสวน สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เบิกตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 20 ราย จำนวน 21 คดี ซึ่งขณะรับพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนปากคำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ออกจากโรงพักเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ไปขอฝากขังต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย โดยมีการยื่นคำร้องขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหา 8 ราย 8 คดี แยกเป็น ชาวอิสราเอล 4 ราย, ยูเครน, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย และแอฟริกาใต้ ชาติละ 1 ราย ในข้อหา 1)ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน 2)เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม (การขายอาหารและเครื่องดื่ม) โดยผิดกฎหมาย 3)เป็นบุคคลต่างด้าว ยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคล ที่ไม่ใช่คนต่างด้าว ช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยคนต่างด้าวนั้นไม่ได้รับอนุญาต และ 4)เป็นบุคคลต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

ส่วนอีก 12 ราย 13 คดี ได้เสนอฟ้องวาจาต่อศาลแขวง ในข้อหา ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม (การขายอาหารและเครื่องดื่ม) โดยผิดกฎหมาย และเป็นบุคคลต่างด้าว ยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคล ที่ไม่ใช่คนต่างด้าว ช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยคนต่างด้าวนั้นไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ