นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เปิดเผยถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อความคุ้มค่าของโครงการ “ไทย เอไอ พาสสปอต์ ( TH-AI Passport) ที่งบประมาณสูงถึง 1,620 ล้านบาทว่า  หากคำนวณความคุ้มค่าตามสิทธิ์การใช้งาน ถือว่าโครงการคุ้มค่ามาก  เพราะงบประมาณดังกล่าวเป็นการกระจายสิทธิ์ให้ประชาชนเข้าถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกมากกว่า 15 แพลฟอร์มได้ถึง 5 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยออกมาจะตกเพียงคนละประมาณ 27บาทต่อเดือนเท่านั้น หากประชาชน ต้องจ่ายเงินซื้อสิทธิ์ใช้งานเวอร์ชันโปรเองตามท้องตลาด เช่น  แชท จีดีพี หรือค่ายอื่น ๆ จะต้องเสียค่าบริการสูงถึงเดือนละ 700-1,000 บาท นโยบายนี้จึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและกระจายโอกาสให้คนไทยได้จำนวนมาก

“สำหรับรูปแบบโครงการนี้  จะไม่ใช่แค่โปรแกรมแชทบอท ใช้เอไอธรรมดา แต่ในสิทธิ์นี้จะพ่วงไลเซนส์ และคอร์สเรียนลิขสิทธิ์เฉพาะจากกลุ่มยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกอย่างโอเพ่นเอไอ  รวมภึงเอไอ ค่ายอื่นๆ เพื่อสอนทักษะการเขียนชุดคำสั่ง และการประยุกต์ใช้ เอไอในระดับสากล โดยเป้าหมายหลักจะเน้นไปที่กลุ่มเด็กจบใหม่ หรือ เฟิร์ส จ็อบเบอร์ เนื่องจากเยาวชนกลุ่มนี้เติบโตและเรียนมาในยุคที่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่มีวิชา เอไอ แต่ปัจจุบัน เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วย เอไอ และมีการแข่งขันที่สูงมากโครงการนี้จะเป็นเสมือนอาวุธติดตัวให้คนรุ่นใหม่สู้ในตลาดงานได้”

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า แผนการแจกสิทธิ์ใช้งานฟรีกระทรวงดีอี จะเป็นให้สิทธิกับทุกคน และไม่จำกัดการศึกษา  แต่ส่วนหนึ่งจพกั้นไว่สำหรับผู็จบใหม่จำนวนหนึ่ง ส่วนการใช้งานจะไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะปิดกั้นและป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย พีดีพีเอ  ส่วนเรื่อง ข้อมูลการใช้งาน จะมีการรวบรวมเพื่อใช้ในการป้อนให้ระบบ เอไอของไทย หรือ ไทยแอลแอลเอ็ม ได้เรียนรู้พฤติกรรมและภาษาไทยเชิงลึก เพื่อนำไปสู่การพัฒนา “ระบบอธิปไตยทางดิจิทัล” ของประเทศไทยให้ก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาประเทศไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการนำไทยแอลแอลเอ็มเข้ามาร่วมในโครงการนี้ด้วย

“ในส่วนของหลักเกณฑ์การแจกสิทธิ์ เบื้องต้นกระทรวงดีอีวางสัดส่วนไว้ว่าจะเปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ฟรีโดยไม่จำกัดอายุและวุฒิการศึกษา แต่จะมีการล็อกโควตาพิเศษส่วนหนึ่งให้กลุ่ม เด็กจบใหม่  ได้เข้าถึงเครื่องมือนี้ก่อน ส่วนระบบหลังบ้านได้มอบหมาย หน่วยงานของกระทรวงดีอีเป็นผู้ดำเนินการกับผู้ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมแล้วะขอให้ประชาชนรอติดตามรายละเอียดการเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ โดย เตรียมจะทดสอบระบบพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในเดือน มิ.ย.นี้” นายไชยชนก กล่าว