ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของโลกดิจิทัล การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “จีน” ถือเป็นประเด็นที่คนในวงการเทคโนโลยีต่างจับตามอง 

เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านปรัชญาการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และจุดประสงค์การนำไปใช้งาน

ขณะเดียวกันเรื่องเทคโนโลยี AI  กำลังจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกลากเข้ามาเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศไปแล้ว เมื่อมีข่าวว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เตรียมแจ้งประเทศพันธมิตร ต้องเลือกข้างในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับประเทศจีน

วันนี้ “เดลินิวส์” ขอพาไปฝ่าโครงสร้าง เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ AI จากทั้งสองฝั่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมของสมรภูมิเทคโนโลยีระดับโลกในปัจจุบัน

AI ฝั่งสหรัฐอเมริกา

เริ่มกันที่ AI ฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบันถือว่าเป็นปประเทศผู้นำด้าน AI มี การพัฒนาออกมา หลายตัว เช่น OpenAI, Google, Anthropic, Meta และมีผู้ใช้งานจำนวนมากในทั่วโลก

โมเดลของสหรัฐฯ มุ่งเน้นการวิจัยเทคโนโลยีระดับลึก (Frontier Models) เพื่อมุ่งสู่อนาคตแห่ง AGI (Artificial General Intelligence) หรือ  ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ และแก้ปัญหาต่างๆ ได้หลากหลายเหมือนสมองมนุษย์ และเปิดกว้างทางนวัตกรรมผ่านการขับเคลื่อนของภาคเอกชน

ข้อดี

 พลังประมวลผลและฮาร์ดแวร์ระดับท็อป:  สหรัฐฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้านการออกแบบชิปขั้นสูง ร่วมกับมีระบบนิเวศน์ซอฟต์แวร์นที่แข็งแกร่ง จึงสามารถเทรนโมเดลขนาดใหญ่ที่มีความฉลาด และมีทักษะการคิดเหตุผลเชิงลึก (Reasoning) ได้ดีกว่า


นวัตกรรมก้าวกระโดด : การที่สหรัฐฯเป็นประเทศเสรี ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีของบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ส่งผลผลักดันให้เกิดนวัตกรรมเปลี่ยนโลกออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

ใช้งานทั่วไปได้หลากหลาย :  AI จากฝั่งสหรัฐฯ โดดเด่นทั้งด้านภาษา การเข้าใจบริบทซับซ้อน การเขียนโค้ด และงานเชิงสร้างสรรค์ระดับสูง ทำให้นำไปใช้งานได้หลากหลาย

ข้อเสีย

ต้นทุนสูงและเป็นแบบปิด (Closed-source) : โมเดลตัวท็อปของเกือบทุกค่ายจะคิดค่าบริการในราคาสูง และค่า API แพง และมักปิดซอร์สโค้ด ทำให้ผู้พัฒนาทั่วไปนำไปปรับแต่งต่อได้ยาก

ความเสี่ยงกฎหมายและพลังงาน : ที่ผ่านมา AI ของสหรัฐฯ มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ข้อมูลที่ใช้เทรนจนเกิดคดีฟ้องร้องจำนวนมาก รวมถึงข้อจำกัดด้านพลังงานสำหรับ Data Center ที่ใช้พลังงาน ในการประมวลผลที่สูง


AI ฝั่งประเทศจีน 

ในปัจจุบัน บริษัท เทค จากจีน ก็มีการพัฒนา AI ออกมาจากหลายค่าย เช่น Alibaba (Qwen), DeepSeek, Baidu, Tencent, ByteDance ก็เรียกเสียงฮือฮา ไปทั่วโลก อย่างที่เป็นข่าวก็  DeepSeek ที่โตแรงจนแซงค่ายสหรัฐฯหลายเท่าตัว

ทั้งนี้โมเดลของจีน จะเน้นความคุ้มค่าทางการเงิน (Cost-Efficiency) ผลักดันนวัตกรรมแบบเปิด (Open-source) และมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริง

ข้อดี

ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ: ปัจจุบัน Al ของจีนถูกจำกัดการเข้าถึงชิปประมวลผลระดับสูง ทำให้จีนหันมาพัฒนากลยุทธ์ทางอัลกอริทึม (เช่น Mixture-of-Experts, Quantization) ส่งผลให้เทรนและประมวลผลได้เร็ว ใช้ทรัพยากรน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับโมเดลฝั่งอเมริกาในราคาที่ถูกกว่าหลายเท่าตัว

เปิดกว้างแบบ Open-Source :  โมเดล AI จากค่ายจีน ส่วนใหญ่เปิดให้ดาวน์โหลดไปปรับแต่ง (Fine-tune) และใช้งานฟรีจนได้รับความนิยมในระบบนิเวศนักพัฒนาในทั่วโลก

ต่อยอดภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลมหาศาล : นอกจากนี้ AI จากจีน มีความแข็งแกร่งในการนำ AI ไปใช้ในอุตสหากรรมต่างๆ เช่นกับ หุ่นยนต์ (Robotics), ภาคการผลิต โรงงานต่างๆ , ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการนำไปใช้งาน หรือต่อยอดนวัตกรรมอื่นๆ ตามมา

ข้อเสีย

โดนบล็อกฮาร์ดแวร์ขั้นสูง : การที่จีนถูกสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป AI ส่งผลให้การพัฒนาโมเดลระดับล้ำหน้ามากๆ ยังคงตามหลังสหรัฐฯ อยู่เล็กน้อย ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการพัฒนาของจีน

การกำกับดูแลเซ็นเซอร์เข้มงวด : รัฐบาลจีน มีการควบคุมข้อมูลเข้าและออกอย่างเคร่งครัด ทำให้โมเดลตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นการเมือง ประวัติศาสตร์ หรือความมั่นคงได้อย่างจำกัด ทำให้ข้อมูล หรือ การเทรน AI บางอย่างจึงเป็นรองค่ายสหรัฐฯอยู่

สุดท้ายแล้ว  AI จากสองมหาอำนาจ ก็มีข้อดีและเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งในส่วนของรัฐบาลไทย โดย  นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)  ก็ได้ให้สัมภาษณ์ ยืนยันแล้วว่า ประเทศไทยจะไม่เลือกข้าง โดย จุดยืนของประเทศไทยตั้งแต่ต้น เราเป็นกลางทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และในทางเทคโนโลยี  ซึ่งการไปในเวทีโลกแต่ละที่ เราเองก็ชัดเจนในเรื่องนี้ 

“เราไม่เลือก แต่ถ้าบังคับให้เลือก เราก็ไม่เลือกอยู่ดี ในมุมของตน มองว่าถ้าเขาจะตัดสินใจไม่สนับสนุน และไม่ให้เทคโนโลยีของเขาเข้ามาประเทศเรา ถือว่าเขาเป็นคนเลือก ไม่ใช่เรา” รมว.ดีอี ระบุ

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “สมรภูมิเทค” ที่จะมีการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องจะเดินไปทิศทางไหนและบทสรุปจะเป็นอย่างไรต่อไป.