เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ ความน่าเชื่อถือของ กกต.แทบไม่เหลือแล้ว และยังไม่นับรวมข่าวรายวัน อย่างกรณีที่ กกต.ให้ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพย สว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็เดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจากเคยถูกให้ออกจากราชการ ในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่ กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยาน ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ
“เมื่อ กกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดี สว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้า และหลักฐานที่ชัดเจน กกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้ พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้น กกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่า สำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือกกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้ กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้ กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล” นายภัณฑิล กล่าว
ส่วนกรณีที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต. ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนัก ก็สามารถส่งศาลฎีกาได้ และกรรมการ กกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก และใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่า นอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาเปิดเผย ทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบิน โพย พฤติกรรมต่างๆ แล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้ กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ
“ดังนั้น ถ้า กกต.จะบอกว่า หลักฐานไม่เพียงพอแล้ว ยังต้องการอะไรอีก ขอย้ำว่า ยังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส.ของ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีความเชื่อมโยง และมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบ ก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรค ภท.ได้แน่นอน” นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า สุดท้ายแล้วหาก กกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางราย ก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้น จึงขอให้ กกต.ตระหนักว่า การลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจน ที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ (กมธ.) มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้นเรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป.



