ศึกสงครามราคาและตลาดรถยนต์ในประเทศไทยกำลังร้อนระอุอย่างหนัก หลังค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้า และ ฮอนด้า ออกมาพูดถึง “ความลักลั่นของโครงสร้างภาษีรถยนต์” ที่ทำให้ค่ายรถญี่ปุ่นซึ่งครองฐานการผลิตและซัพพลายเชนในไทยมาอย่างยาวนาน เสียเปรียบให้กับค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ที่เข้ามาทำตลาดและเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางภาษี 3 ชั้น ที่ทำให้รถญี่ปุ่นเสียเปรียบรถจีน มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

เปรียบเทียบโครงสร้างภาษี 3 ส่วน : ทำไมค่ายญี่ปุ่นถึงเสียเปรียบ?

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : ทุกค่ายรถยนต์เสียในอัตราเดียวกัน 7% เท่ากันทั้งหมด จึงไม่ใช่จุดที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
  • ภาษีศุลกากร (อากรขาเข้า) : จีนได้อานิสงส์จากข้อตกลง FTA ไทย-จีน ที่ทำไว้กว่า 20 ปีก่อน ส่งผลให้รถ EV นำเข้าจากจีนได้สิทธิภาษีนำเข้า 0% ทันที ขณะที่รถ EV นำเข้าจากญี่ปุ่นตามข้อตกลง JTEPA เสียภาษี 20% (หากไม่ใช้สิทธิ JTEPA เสียสูงถึง 40%) และฝั่งยุโรปเสียสูงถึง 80%
  • ภาษีสรรพสามิต : ยึดตามหลักการปล่อยไอเสีย ($CO_2$) รถ EV จากจีนที่เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 / 3.5 ได้รับการลดภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 2% ส่วนรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นที่เน้นระบบไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาป ต้องแบกรับอัตราภาษีที่สูงกว่าเนื่องจากมีอัตราปล่อยไอเสีย

สรุปตารางเปรียบเทียบภาระภาษี รถจีน vs รถญี่ปุ่น

ประเภทรถยนต์ / เงื่อนไขภาษีศุลกากรภาษีสรรพสามิตภาษีมูลค่าเพิ่ม
EV จีน (นำเข้า)0%10% (หรือ 2% หากเข้า EV 3.0/3.5)7%
EV จีน (ใช้ชิ้นส่วนในไทย)0%2%7%
EV ญี่ปุ่น (นำเข้า CBU)20- 40%10%7%
EV ญี่ปุ่น (ใช้ชิ้นส่วนในไทย) 0%2%  7%
ไฮบริด/PHEV ญี่ปุ่น (ใช้ชิ้นส่วนในไทย)0%5-6%7%
ไฮบริด/PHEV ญี่ปุ่น (ไม่ใช้ชิ้นส่วนในไทย)20-40%15%7%

บทสรุปและทางออกที่ต้องจับตา

โครงสร้างภาษีปัจจุบันทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เน้นผลิตรถไฮบริดและรถเครื่องยนต์สันดาปแบกรับต้นทุนภาษีแพงกว่ารถ EV จีนอย่างเห็นได้ชัด จนส่งผลกระทบต่อยอดขายและฐานการผลิตในประเทศ

รัฐบาลและกระทรวงการคลังเตรียมหาทางออกโดยการ “รื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตระลอกใหญ่” เพื่อสร้างความเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นอย่างไร ในเดือน ก.ย. นี้ คงได้คำตอบออกมา