เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พาดพิงว่าแก๊งสแกมเมอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ไม่ได้เดินทางเข้าประเทศผ่านสายการบินของกัมพูชา แต่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านนั้น ว่า การติดตามปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ จำเป็นต้องมองไปที่ “สถานที่ตั้งฐานปฏิบัติการ” เป็นหลัก โดยปัจจุบันจุดตั้งของขบวนการสแกมเมอร์มีลักษณะกระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายแดนและหลายพื้นที่ ซึ่งการปิดหรือซีลชายแดนทั้งหมดทำได้ยาก เนื่องจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีพื้นที่ยาวและซับซ้อน ทำให้การลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมายยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม หากสามารถตรวจสอบและเข้าถึง “โลเคชั่น” หรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรได้ จะทำให้การเข้าปราบปรามมีประสิทธิภาพมากกว่า จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีการประสานงานและส่งต่อข้อมูลพิกัดของแก๊งสแกมเมอร์หรือศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศต่างๆ รอบประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับข้อมูลก็จะเร่งส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที พร้อมยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการเข้มข้นในการสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย ทั้งทางบกและทางน้ำ แม้จะยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และภูมิประเทศก็ตาม พร้อมย้ำด้วยว่า ปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ของไทยดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด จนได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เอาจริงเอาจังกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์มากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังยืนยันถึงนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและพร้อมต้อนรับผู้ที่เข้ามาอย่างสุจริต แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใดคิดใช้ประเทศไทยเป็น “ทางผ่าน” หรือเป็นแหล่งกบดานของขบวนการอาชญากรรม รวมถึงผู้ที่มีหมายจับจากต่างประเทศ จะไม่สามารถหลบเลี่ยงการติดตามของตำรวจไทยได้ เนื่องจากมีระบบข่าวกรองและมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่เดินทางเข้าประเทศ แม้จะยอมรับว่า อาชญากรบางรายอาจยังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในระบบข่าวกรอง เพราะแฝงตัวในลักษณะบุคคลทั่วไปและยังไม่เคยถูกจับกุม แต่หากเจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบเมื่อใด จะมีการขยายผลดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ดังเช่นหลายคดีสำคัญที่ผ่านมา
“ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศกัมพูชาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยอมรับข้อเท็จจริงจากข้อมูลนานาชาติที่ระบุว่า มีฐานปฏิบัติการสแกมเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา หากมีการยอมรับปัญหา และร่วมกันตรวจสอบปราบปรามอย่างจริงจัง เชื่อว่าปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชาจะลดลง และประเทศไทยเองก็จะได้รับผลดีตามไปด้วย” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว.



