ถูกสนใจอีกครั้ง สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ “ทราย สก๊อต” หรือ “ทราย สมุทร” นักอนุรักษ์คนดังที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจ โดยอ้างว่าถูกพี่ชายแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก พร้อมระบุว่าครอบครัวไม่เคยให้ความช่วยเหลือจนตนต้องแบกรับความเจ็บปวดมานานกว่า 30 ปี ต่อมา “พาย สุนิษฐ์” พี่ชายของทราย สก๊อต ได้ตัดสินใจออกมาเผยข้อมูลอีกด้านเพื่อปกป้องชื่อเสียงของครอบครัว รวมถึงภรรยาอย่าง “มายด์ ลภัสลัล” ดาราดัง และลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลก โดยพายยืนยันหนักแน่นว่า เรื่องการข่มขืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง ตนรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ถูกน้องชายกล่าวหาเช่นนั้น และมองว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจเกินกว่าจะเกิดขึ้นกับพี่น้องได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด ทราย สมุทร เดินทางไปที่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อพบ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อขอคำปรึกษาทางด้านกฎหมาย จากกรณีที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมถึงเรื่องราวในอดีต โดยมีการเปิดใจบางช่วงบางตอนที่น่าตกใจเพิ่มเติมว่า

ทราย สมุทร เผยว่า “เรื่องนี้หลังเราได้ทบทวนข้อมูลแบบลึกๆ ตอนนี้ทรายสามารถยืนยันได้ว่าทรายถูกข่มขืน และถูกกระทำชำเรา ตั้งแต่อายุ 9-15 ปี ซึ่งช่วงนั้นมีการกดดันให้เสพยาต่างๆ ด้วยนะครับ นี่เป็นเรื่องที่ทรายสามารถพูดออกมาได้แล้วนะครับ ต่อจากนี้ไปทรายจะมอบหน้าที่การเจรจา และการสื่อสารเรื่องเกี่ยวกับคดีให้กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนะครับ เราก็จะเดินทางและทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทรายต้องขึ้นศาลครับ เรื่องบังคับเสพยาบางทีตอนเราเจออะไรแบบนี้ เราไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่าเจอมาเยอะขนาดนั้น เรายังมีความเกร็งๆ กลัวๆ เพราะเราถูกเก็บเสียงมาทั้งชีวิตของเรา การที่เราไม่พูด ไม่ใช่เพราะเราเจาะจงต้องพูดเวลาไหน เราเองบางทีเราเกรงใจ เราไม่อยากทำร้ายครอบครัวของเรา แต่วันนี้เราต้องเลือกแล้วระหว่างชีวิตของเรา กับภาพลักษณ์ของคนอื่นๆ ครับ”

“เหตุการณ์ของทรายเกิดขึ้นตอนทรายเด็ก แต่เราก็ยังสามารถอัดคลิปได้ตอนที่เขาโต ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่นะครับ ถ้าเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ทรายคงแนะนำให้วางใจไว้ พูดในสิ่งที่เกิดขึ้น ให้คนที่เราอยากให้รู้ แล้วทำทุกอย่างที่รู้สึกว่าจะช่วยปลดปล่อยจิตวิญญาณ สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการพูดคือตอนเราไม่พูดเป็นเสียงให้ตัวเอง เราด้อยค่าตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์ อาจไม่ได้เป็นความรู้สึกด้อยค่าในทันที แต่ร่างกายเราจะจดจำว่าทำไมเราไม่สามารถพูดสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะเรากลัวผลกระทบต่อคนอื่น เราทำแบบนี้ต่อตัวเองจะซึมซับในชีวิตที่เราใช้ เสื้อผ้าที่เราเลือก เพื่อนที่เราคบ คิดว่าเราไม่พร้อม ไม่เก่งพอ ไม่กล้าพอที่จะพูดออกมา เหยื่อทุกคนได้ตอนพูดออกมาแล้ว คือคุณชนกับคนทำร้ายคุณเต็มๆ เขาไม่ใช่คนที่มีอำนาจมากกว่าคุณ แม้ว่าในวันเวลานั้นเขาใช้อำนาจกับคุณ แต่ตอนนี้ใช้ความจริงของเขา นี่อาจเป็นสิ่งที่ปลดปล่อยให้กับเหยื่อทุกคน แล้วมันจะเปลี่ยนบริบทจากเหยื่อเป็นผู้ชนะ ผู้สู้ครับ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เหยื่อทุกคนเป็น คำว่าเหยื่อเป็นคนถูกกระทำ ใช่ แต่การที่เรารอดมาได้ต้องเก่งขนาดไหน บางทีสิ่งที่พี่ชายทำกับทราย ทรายคิดว่าเราอาจจะตายครับ ชีวิตอยู่ไม่ได้ เราเป็นซึมเศร้าด้วยตอนช่วงนั้น ไม่รู้ว่าจะรอดออกมาได้ยังไง ถ้าทรายรู้ว่าเราต้องพูด ต้องชน ให้มันปล่อยออกไป ทรายคงพูดนานแล้ว แต่มันใช้ความกล้า เหมือนกว่าทรายจะว่ายน้ำข้ามทะเล ก็อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้เหยื่อ มันต้องใช้ความกล้าหาญมากๆ แล้วเราเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาต่อครับ”


ทราย เล่าต่อว่า “ทรายแค่อยากเป็นกำลังใจให้นะครับ กว่าที่ทรายจะตกผลึกว่าการพูดคือวิธีบำบัดหัวใจที่ดีที่สุด ทรายผ่านอะไรมาเยอะมาก ทรายแค่มีความสุขมากที่เราสามารถลัดขั้นตอนให้คนอื่นรู้วิธี หาทางออก อย่างน้อยอาจไม่ครบทุกองค์ประกอบของพวกเขา แต่การที่เขาอยู่อย่างมีความสุขได้ในใจที่มีอิสระ ทรายว่านั่นมีความสำคัญมากสำหรับทราย ทรายต้องขอบคุณทุกคนจริงๆ ทรายไหว้ได้ทั้งวันทั้งคืนเลย ถ้าทรายไหว้แบบนั้นทรายจะเป็นพระครับ ทรายอยากขอบคุณทุกคนจริงๆ ครับ มันเหลือเชื่อครับ ถ้าตอนเด็กทรายรู้ว่าทรายจะได้รับความช่วยเหลือขนาดนี้ ทรายคงไม่ได้รู้สึกทรหดทั้งชีวิตหรอก”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทราย สก๊อต