เมื่อวันที่ 26 พ.ค.นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2569 โดยมียอดผู้สมัคร 17,002 คน คน ขณะที่สามารถบรรจุได้ประมาณ 2,050 อัตรา ซึ่งได้กำหนดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 13 มิถุนายน สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ในวันที่ 14 มิถุนายน และประกาศผลการคัดเลือกฯ ภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริต ให้การคัดเลือกฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งไส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต สพฐ.จึงได้กำหนด “มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569” และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด นอกจากนี้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. ยังมีหนังสือบันทึกข้อความห้ามข้าราชการในสังกัด สพฐ.ส่วนกลาง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด
“มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ที่ให้ สพท. และ สศศ.ถือปฏิบัติ มีดังนี้ 1.ห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(ผอ.สศศ.) รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 2.ให้ ผอ.สพท. และ ผอ.สศศ.แจ้งคณะบุคคลในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจกหรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 3. สอดส่อง กำกับ ดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันมิให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในการคัดดีดลือก 4.กำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม บุคคลที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตและมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวกับการคัดเลือก ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์ใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต ให้ ผอ.สพท. และ ผอ.สศศ.รายงานให้ นายศุภสิน ภูศรีโสม ผอ.สพร.ทราบโดยด่วน จนกว่าการดำเนินการคัดเลือกจะสิ้นสุด”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สพฐ.ยังได้กำหนดแนวปฏิบัติก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อ สพท.และ สศศ.ใช้เป็นแนวปฏิบัติ เช่น ก่อนสอบ สอดส่อง กำกับดูแล จัดประชุมคณะกรรมการฯ ตรวจสอบผู้ที่จะแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสัมภาษณ์ โดยมิให้แต่งตั้งผู้มีส่วนได้เสีย เป็นต้น ระหว่างสอบ กำหนดบุคคลในทางลับ รับฟัง สังเกตสถานการณ์ และรายงานให้ประธานคณะกรรมการกลางประจำสนามสอบทราบ กำหนดจุดรับแจ้งเหตุเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ห้ามมิให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดเข้าห้องสอบ เป็นต้น และหลังสอบ ให้นับจำนวนข้อสอบและกระดาษคำตอบให้ครบตามจำนวนผู้เข้าสอบ และระมัดระวังมิให้ผู้เข้าสอบนำข้อสอบหรือกระดาษคำตอบออกจากห้องสอบโดยเด็ดขาด.



