เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนา กทม. ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร… and more” ว่า จากการพูดคุยปัญหาของ สก. เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนพื้นที่ไหนควรต้องทำอะไร สิ่งหนึ่งที่ตนสังเกตและตระหนัก ณ วันนี้คือ กทม. 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กทม.ชั้นใน ก็จะมีปัญหาแบบหนึ่ง จึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง ขณะที่ กทม.ชั้นนอก มีความคิดและความต้องการอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเราจึงพยายามออกแบบ เพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้ ที่นโยบายที่เรานำเสนอ จะกครอบคลุมทุกคน ทุกเขตในพื้นที่ กทม. นี่จึงเป็นเหตุผลที่พรรค ปชป. ส่งผู้สมัคร สก. ทั้ง 50 เขตในนามพรรค เพราะเรายังมีนโยบายเฉพาะแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย นโยบายวันนี้เราจะดูว่าปัญหาอะไรที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ หรืออะไรที่จะสามารถดำเนินการเพื่อตอบสนองทุกคนให้ได้มากที่สุด ถ้าให้โอกาสพรรค ปชป. เราจะทำได้มากกว่านี้แน่นอน

เบื้องต้นผ่านแนวคิด “And More” ที่วางนโยบาย 5 ด้าน คือ 1.การเดินทางสะดวก โดยมุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. โดยตรง 2.เมืองสะอาด โดยปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยเพิ่มศูนย์กำจัดขยะ เดิมมี 3 แห่ง คือ หนองแขม อ่อนนุช สายไหม ดังนั้นจะต้องเพิ่มให้มากกว่านี้ อาจเป็นพื้นที่ทางเหนือ และด้านตะวันออก 3.ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุ ใช้บริการได้เร็วขึ้น 4.มีรายได้มากขึ้น คือผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ปัญหากัญชาควรเป็นสิ่งที่ต้องมีการควบคุม ให้ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น จากที่เรามองที่ป้ายโฆษณาดูแล้วเป็นเพื่อสันทนาการทั้งนั้น ไม่มีใครมองเข้าไปว่า ทำเพื่อการแพทย์เลย และ 5.ตรวจสอบได้หมด คือ ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรค ปชป. โดยจะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

“อีกเรื่องที่คนกังวลคือนอมินี ใช้ชื่อคนไทยมาเป็นนอมินีให้คนต่างชาติ แม้จะไม่ใช่ความรับผิดชอบหลัก แต่เรารู้ว่าเป็นความกังวลของพี่น้องประชาชนชาว กทม. เป็นลำดับต้นๆ เมื่อเราทราบความกังวล แล้วเราจะไม่นิ่งเฉย แต่จะนำมาเพื่อประสานงานและตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ว่าเป็นของคนไทยจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นของนอมินี ถ้าเจอก็จะส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ” นายอนุชา กล่าว.