สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ว่า “จดหมายรักถึงอาม่า” บอกเล่าเรื่องราวเมื่อหลายสิบปีก่อนของ “เจิ้งมู่เซิง” ชายหนุ่มจากภูมิภาคเฉาซ่านของจีน ผู้ถูกสถานการณ์ชีวิตบีบบังคับให้ต้องจำจากจรภรรยา “เย่ซูโหรว” ลงเรือมาไทยเพื่อหาเงิน โดยเจิ้งคอยส่งจดหมายแนบเงินกลับไปให้ภรรยาและลูกทั้งสามคน ส่วนเย่อาศัยอยู่บ้านเดิมกับกล่องจดหมายฉบับสีเหลืองแสนรัก เฝ้ารอคอยการกลับมาของสามีโดยหารู้ไม่ว่าเจิ้งสิ้นลมในไทยตั้งแต่ปี 2503

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี


นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า ภาพยนตร์เรื่อง “จดหมายรักถึงอาม่า” นั้นฉายภาพชีวิตของชาวเฉาซ่านที่อพยพมาทำมาหากินในไทยตอนนั้นได้อย่างสมจริง และความเมตตาของเซี่ยหนานจือที่มีต่อเย่ซูโหรวนั้น เหมือนกับจิตวิญญาณที่ชาวจีนในไทยสืบทอดกันมาหลายรุ่น นั่นคือชาวจีนในไทยต่างช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน


ทุกวันนี้หากเดินเที่ยว “ถนนเยาวราช” จะยังคงได้กลิ่นอายเฉาซ่านอย่างเข้มข้น เพราะมีการสื่อสารด้วยภาษาถิ่นเฉาซ่านและภาษาไทยปะปนกันเป็นเรื่องปกติ ร้านค้าหลายแห่งจำหน่ายอาหารเฉาซ่าน รวมถึงมีคำว่า “ซ่านโถว” ( ซัวเถา ) หรือ “เฉาโจว” ( แต้จิ๋ว ) ปรากฏให้เห็น ขณะที่ไม่ไกลกันมี “ถนนสำเพ็ง” ที่สมัยก่อนเคยเป็นศูนย์กลางการส่งจดหมายแนบเงินของแรงงานชาวจีนโพ้นทะเลในไทย


ทั้งนี้ กระแสความนิยมของภาพยนตร์เรื่อง “จดหมายรักถึงอาม่า” ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนไม่น้อยปักหมุดถนนเยาวราชเป็นหนึ่งในสถานที่ห้ามพลาดเช็กอินเมื่อมาเยือนไทย เช่น หลินซงเฟิง จากเมืองซ่านโถว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ที่เผยว่า เรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในอดีตถือเป็นฉากหลังอันอบอุ่นของสายสัมพันธ์ “จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน”


หลินเสริมว่า ปัจจุบันระยะห่างระหว่างจีนกับไทยไม่ได้ห่างไกลเหมือนดังอดีตที่มีคำกล่าวว่า “จากกันคราเดียว ย่อมยากพบพาน” อีกต่อไป เนื่องจากมีการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้า ความร่วมมือทางการลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และทำให้เรื่องราวการ “ลงใต้” ของชาวจีนโพ้นทะเลในยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA