น.ส..ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บีดีไอ(BDI) เปิดเผยว่า หลังจากบีดีไอ ได้รวบรวมข้อมูลจากภาครัฐ เอกชน ข้อมูลสาธารณะ และนักพัฒนาโอเพนซอร์ส เพื่อนำมาเป็นฐานพัฒนาโมเดลภาษาไทย หรือ ไทยแอลแอลเอ็ม( ThaiLLM)แล้ว โดยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่รองรับผู้ใช้ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์อัจฉริยะและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ต้องการลดต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลและโมเดล นักพัฒนาและนักศึกษาที่ต้องการพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และสร้างต้นแบบ และสุดท้าย คือ ภาครัฐที่ต้องการยกระดับบริการประชาชนและการตัดสินใจด้วยข้อมูล
“ไทยแอลแอลเอ็ม ได้ถูกวางให้เป็น ฐานกลาง ที่ทุกภาคส่วนสามารถนำไปต่อยอดได้จริง ตั้งแต่แชทบอท ระบบสรุปเอกสาร ระบบแปลภาษา ระบบตอบคำถามจากฐานข้อมูล ไปจนถึงการช่วยเขียนโค้ดหรือวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะทาง ไม่ใช่ระบบที่รัฐทำไว้โชว์เชิงเทคนิคเท่านั้น พร้อมถูกวางให้เป็นระบบนิเวศ เอไอ ภาษาไทยที่เปิดกว้าง น่าเชื่อถือ และเข้าถึงได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ลดต้นทุนและเวลาในการพัฒนา เอไอ เพิ่มอำนาจอธิปไตยทางข้อมูล และเปิดโอกาสให้คนและธุรกิจไทยใช้เทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น และยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ”
น.ส..ธีรณี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้มองถึงเรื่อง อธิปไตยทางข้อมูล หรือ Sovereign AI โดยยอมรับว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถเป็นเจ้าของทุกชั้นของเทคโนโลยี เอไอ ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะชิป จีพียู และคลาวด์ประมวลผลขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และระบบนิเวศระดับโลก ดังนั้น เป้าหมายที่ทำได้จริงในระยะแรก คือการทำให้ไทยมีข้อมูลภาษาไทย โมเดลภาษาไทย และเครื่องมือกลางที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง เพื่อลดการเริ่มต้นจากศูนย์และลดการพึ่งพาโมเดลต่างชาติทั้งหมด
“ หากรัฐและเอกชนไทยพึ่งพาโมเดล เอไอ ต่างชาติมากเกินไป โดยไม่มีโมเดลภาษาไทยหรือโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองเป็นทางเลือก ประเทศอาจไม่ได้เสี่ยงแค่เรื่องข้อมูลไหลออก แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกล็อกต้นทุนในอนาคต วันที่บริการ เอไอ กลายเป็นระบบจำเป็นของทุกองค์กร และราคาถูกในวันนี้อาจกลายเป็นงบประมาณจำนวนมากในวันข้างหน้าได้” น.ส..ธีรณี กล่าว



