สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ว่า นายแก้ว รัตนะ รมว.เหมืองแร่และพลังงานกัมพูชา กล่าวว่า วิกฤติราคาน้ำมันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันให้กัมพูชาต้องเร่งแก้ไขข้อพิพาททางทะเลที่ยืดเยื้อมานานกับไทย เพื่อเปิดทางสู่การพัฒนาแหล่งพลังงานใต้ทะเล มูลค่าราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.79 ล้านล้านบาท)


รัฐมนตรีของกัมพูชากล่าวว่า บางประเทศอาจมองเรื่องความมั่นคงทางพลังงานโลกจากวิกฤติในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเรื่องรองได้ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ ทำให้ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น


ทั้งนี้ บริษัทพลังงานรายใหญ่ระดับโลก รวมถึงโตตาลเอเนอร์จีส์ ของฝรั่งเศส มีความสนใจเริ่มสำรวจพลังงานนอกชายฝั่ง หากไทยและกัมพูชาสามารถยุติความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ในอ่าวไทยได้ พร้อมระบุว่า การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันและก๊าซจะเป็นผลดีกับทั้งสองประเทศ


ขณะเดียวกัน นายแก้ว รัตนะ กล่าวถึงการที่ไทยเป็นฝ่ายยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีการลงนามร่วมกันเมื่อปี 2544 หรือ “เอ็มโอยู 44” ว่าการตัดสินใจดังกล่าวของไทย ทำให้กัมพูชาต้องพึ่งกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (อันโคลส) เพื่อหาข้อยุติเรื่องเขตแดนทางทะเล “อย่างสันติและเป็นมิตร” และยืนยันว่า กัมพูชามีแผนหารือกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับกลไกดังกล่าว


นายแก้ว รัตนะ เน้นย้ำว่า การเร่งแก้ไขข้อพิพาทมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี หากต้องรออีกหลายทศวรรษ โอกาสที่จะดึงดูดเงินทุนสำหรับการสำรวจและผลิตน้ำมันกับก๊าซ อาจไม่เหลืออยู่แล้ว และบริษัทขนาดใหญ่ก็ทราบดี


อนึ่ง กัมพูชาเริ่มผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งในอ่าวไทยได้เป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี 2563 ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับบริษัทคริสเอเนอร์จีของสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่เดือนต่อมา คริสเอเนอร์จีประกาศเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี ซึ่งสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมพลังงานของกัมพูชา ที่รัฐบาลกำลังพยายามฟื้นฟูอีกครั้ง.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES