เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์และมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอีโบลา ภายหลังมีการออกประกาศกักกัน 21 วัน ผู้เดินทางมาจาก 2 ประเทศเขตติดโรคฯ คือ ดีอาร์คองโกและยูกันดา ว่า จากการประเมินประเทศดีอาร์คองโกและยูกันดาที่เป็นประเทศต้นทาง ยังมีเคสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นห่วงและกังวลว่า ตัวเลขผู้ที่เดินทางมาจากโซนนั้นจะมีเพิ่มขึ้น เราเห็นสัญญาณว่าเริ่มมีเพิ่มขึ้น จากวันละประมาณ 6-7 คน มาเป็นหลายสิบคน เลยพิจารณาว่า ยกระดับมาตรการกักกัน 21 วัน เป็นไปตามระยะฟักตัวของโรค ซึ่งหลังออกประกาศดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้เดินทางลดลงทันทีเหลือแค่ 2-3 คน ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคและกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมประสานติดตามผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยก่อนหน้านี้ และยังคงค้างอยู่ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เห็นการแสดงอาการหรือพบการติดเชื้อแต่อย่างใด ทั้งนี้การใช้มาตรการ กักกัน 21 วัน แทนมาตรการแบน หรือห้ามเดินทางเข้าประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายประเทศมีการใช้การแบน ไทยจะขยับเพิ่มขึ้นหรือมีทิศทางอย่างไร นายพัฒนา กล่าวว่า เท่าที่เปิด Quarantine 21 วัน อัตราการเดินทางเข้ามาลดลงอย่างเห็นได้ชัด คิดว่าปัจจุบันยังไม่น่าจะไปถึงขั้นแบน ส่วนจะถึงขั้นห้ามคนไทยเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดหรือไม่ ตรงนี้ขอพิจารณาข้อมูลสถานการณ์ก่อน
ถามว่าจะมีการเพิ่มประเทศอื่นเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายอีกหรือไม่ เนื่องจากบางประเทศมีการเพิ่มซูดานใต้เข้าไปด้วย นายพัมนา กล่าวว่า กำลังให้กรมควบคุมโรคพิจารณาตัวเลข และตรวจสอบข่าวต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเนื่องจากประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทย จึงได้ประสานไปยังท่าอากาศยาน ในการตรวจสอบประวัติของผู้เดินทาง ว่าใครเคยมีประวัติไปประเทศเหล่านี้ในระยะเวลา 21 วันหรือไม่จะต้องเข้าเกณฑ์รายงานและ กักตัวตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ด้าน นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์จากกราฟผู้เดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ แต่หลังประกาศกักกัน 21 วัน ก็พบว่านักเดินทาง นักท่องเที่ยวต่างๆ ก็หยุดเดินทางที่มาจาก 2 ประเทศดังกล่าว หยุดเดินทางเข้ามายังประเทศไทย แต่ขอย้ำว่าเราไม่ได้แบน เพียงแต่เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องเข้ารับการกักตัว 21 วัน ไปไหนไม่ได้ จะทำให้โอกาสเสี่ยงในการเจอผู้ป่วยอีโบลาในประเทศไทยน้อยลง ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ก็ไม่มีผู้เดินทางเข้ามาแล้ว วันที่ 27 พ.ค. ก็ไม่มี และยังต้องขอดูข้อมูลวันนี้ว่าจะมีเข้ามาหรือไม่ ตรงนี้แสดงว่าระบบช่วยเบรกการนำเชื้อเข้าประเทศไทย ที่เหลือก็ไปกำกับติดตามผู้ที่ยังอยู่ในประเทศไทย
“ยืนยันว่าถ้าไม่มีอาการ จะไม่แพร่เชื้อ ถ้าเราตะครุบหรือจับได้คนที่มีอาการ ก็เข้าสู่กระบวนการควบคุมและรักษาต่อไป” นพ.เอนกกล่าว
นพ.เอนก กล่าวว่า เรายังห่วงกลุ่มคนที่มีประวัติเดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้ แต่เดินทางไปพักที่ต่างประเทศอื่น เช่น จีน อังกฤษ ฯลฯ ประมาณ 5-6 วัน แล้วเข้ามาประเทศไทย ซึ่งเราจะไม่ทราบต้นทาง เพราะเราไม่มีหลักฐานทาง ตม. เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนไทยหรือนักท่องเที่ยว หากมีประวัติเดินทางมาจาก 2 ประเทศนี้ อยากให้แสดงตัวด้วย เรามีระบบดูแลอย่างดี ส่วนถามว่าจะถึงขั้นต้องแบนผู้เดินทางไหม จากมาตรการกักกันที่ซอฟต์กว่า ก็ไม่มีคนเดินทางมาแล้ว เราไม่เสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราไม่ต้องประกาศรุนแรง เราแบนทางอ้อมด้วยมาตรการที่เข้มข้น ขณะนี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับประเทศไทย.



