เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่รัฐสภา นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ได้ยื่นหนังสือผ่าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 2 เพื่อร้องเรียนและดำเนินการเอาผิดต่อ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง โดยมอบหลักฐานข้อความ ที่ระบุให้ นายรุ่งเรือง ช่วยเหลือ “สีน้ำเงิน” ซึ่งนายรุ่งเรือง อ้างว่า การที่ตน นายอำเภอและปลัดปกครองมีคำสั่งย้ายออกนอกพื้นที่เป็นเวลา 30 วันเป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้ง
โดยภายหลังการยื่นหนังสือ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร เปิดเผยว่า ในการเข้าร้องเรียนต่อรัฐสภา เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขอความเป็นธรรมเนื่องจากเห็นว่าคำสั่งย้ายตนและข้าราชการระดับสูงอีก 5 คนเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ปัจจุบันพวกตนยังได้รับหนังสือคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสืบสวนหรือหาข้อเท็จจริงจากการกล่าวหาว่าในการรับส่วยสถานบันเทิงในพื้นที่หาดป่าตอง ถึงแม้ว่าหากการสั่งย้ายตนจากเหตุผลกรณีการรับส่วย ตนก็ยังมีข้อกังขาว่าทำไมนายอำเภอและนายอำเภอถลางจึงถูกย้ายพร้อมกับตนด้วย
นายรุ่งเรือง กล่าวด้วยว่า ตนมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต เมื่อ 22 ธ.ค. 2568 และต่อมา ปรากฏว่าได้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการรับส่วยจากสถานบันเทิงในพื้นที่ป่าตองและการกระทำผิดของข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งเกี่ยวกับการทุจริตเงินรายได้ ในการจัดงานอาสาสมัครรักษาดินแดน ซึ่งตนได้รายงานข้อเท็จจริง และแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ต่ออธิบดีกรมการปกครอง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 และทางจังหวัดได้มีการดำเนินการตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบทางราชการ ซึ่งปัจจุบันการทำงานของการสืบสวนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ผลการสอบสวนยังไม่เป็นที่เปิดเผย จู่ๆ ก็มีคำสั่งย้ายตนให้ออกจากพื้นที่ โดยมีการให้ข่าวว่าเพื่อเป็นการสอบสวนกรณีมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการรับส่วยสถานบันเทิงหาดป่าตอง
นายรุ่งเรือง กล่าวด้วยว่า การที่อธิบดีกรมการปกครอง ได้มีคำสั่งให้ตนและข้าราชการอีก 4 ราย มาช่วยราชการกรมการปกครอง ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่อธิบดีจะสามารถออกคำสั่งได้ จะต้องเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย และมูลเหตุการย้าย เชื่อว่ามีการจัดฉากโดยข้าราชการบางคน ร่วมมือกับผู้ประกอบการสถานบริการถนนบางลา หาดป่าตอง ได้เดินทางมาพบผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ก็ได้มีผู้ประกอบการบนถนนบางลา มาก่อม็อบ กล่าวโจมตีการทำงานของรัฐและมีประเด็นส่วย 1 กิโลกรัม และมีอีกประเด็นสงสัยซึ่งตนต้องการความชัดเจนในการเข้าตรวจยึดพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดบางเทา ต.เชิงทะเล ที่มีการก่อสร้างอาคารไปปล่อยเช่า ซึ่งในการเข้าจับกุมและมีการสืบสวนพบกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของข้าราชการ นักการเมือง
หลังจากที่มีคำสั่งย้ายตนไปช่วยราชการ ยังได้มีการนำข้อมูล ซึ่งเป็นเอกสารชั้นความลับส่วนบุคคล ผลสอบวินัยตน ซึ่งได้ยุติไปแล้วมาเปิดเผย เพื่อลดความน่าเชื่อถือตนต่อสาธารณชนทั้งที่เอกสารดังกล่าวเก็บที่กรมการปกครอง นอกจากนั้นตนยังมีหลักฐานซึ่งถือว่าเป็นข้อสั่งการจากผู้บังคับบัญชาผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ให้ตนในฐานะปลัดจังหวัดให้การช่วยเหลือการเลือกตั้ง สส. โดยเป็นการตอบโต้กันระหว่างตนและอธิบดีกรมการปกครอง หลังจากที่ตนได้รายงานคาดการณ์ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 โดยอธิบดีระบุว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ตนมองว่ากรณีนี้ อธิบดีกรมการปกครองท่านขาดคุณสมบัติของการเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 มาตรา 12(9) เป็นบทบัญญัติในหมวดหน้าที่ของข้าราชการ ระบุว่า ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนกับต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ฯลฯ
ปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการร้องขอความเป็นธรรมไปยังสภาผู้แทนราษฎร ตนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ฟ้องเอาผิดต่ออธิบดีกรมการปกครอง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้กับสำนักงาน ป.ป.ช. กกต. และ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายในสัปดาห์หน้านี้ เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่างว่า การที่เป็นผู้บังคับบัญชา จะต้องใช้อำนาจบนความถูกต้องและเป็นธรรม รวมถึงไม่ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อสนองการเมือง



