นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ (Diplomatic Briefing) สำหรับเตรียมการการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก โดยระบุว่า ขณะนี้ ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดในการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเวทีนี้ในการพบปะกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมของเศรษฐกิจไทย
“ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองในการประชุมครั้งนี้คือ การใช้เวทีนี้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเดินทางมาร่วมประชุมและพูดคุยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีการพบปะกับหน่วยงานเหล่านี้ไปแล้วในช่วงการประชุม Spring Meeting เมื่อเดือนเมษายน และในเดือนตุลาคมนี้จะเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งที่เครดิตเรตติ้งจะเข้ามาประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยโดยตรง”
ทั้งนี้ สำหรับการเตรียมความพร้อมการจัดการประชุมดังกล่าว ปัจจุบันธนาคารโลกได้ประเมินความพร้อมของประเทศไทยในด้านต่างๆ ในฐานะเจ้าภาพไว้ที่ “เกรด A”จากหัวข้อการประเมินกว่า 26 หัวข้อ นอกจากนี้ รายงานของธนาคารโลกยังระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤต (Resilience) ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นายวินิจกล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมระดับนำด้านการเงินจากทั่วโลก ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศสมาชิกธนาคารโลก และ 189 ประเทศสมาชิก IMF รวมจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ทีมงาน และนักลงทุนจากกองทุนใหญ่ๆ ทั่วโลกกว่า 15,000 -20,000 คน
ในส่วนของสถานที่จัดการประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้มีการเตรียมการอย่างเข้มงวด โดยจะมีการสร้างห้องประชุมย่อยเพิ่มเติมอีก 22 ห้อง (รองรับตั้งแต่ 50-750 คน) และสำนักงานชั่วคราวอีกกว่า 750 ห้อง เพื่อรองรับการเจรจาธุรกิจและการประชุมกลุ่มย่อยของสถาบันการเงินต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นขนานไปกับการประชุมหลัก ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้วันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันประชุมใหญ่ (Plenary) เป็นวันหยุดราชการเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการประชุม
ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพมุ่งหวังจะส่งสารไปยังสังคมโลกว่าเราให้ความสำคัญใน 2 มิติหลัก คือ 1. Empowering People หรือการพัฒนาศักยภาพคนให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เช่น สังคมสูงวัย และผลกระทบจากวิกฤตด้านต่างๆ และ 2.Building Resilience หรือการสร้างความเข้มแข็งให้สามารถล้มแล้วลุกไว ทนทานต่อวิกฤตพลังงานและความผันผวนของโลก
นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมนำเสนอความสำเร็จของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินอย่าง ระบบพร้อมเพย์ (Prompt Pay) ซึ่งเป็นต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง และการพัฒนาแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่ช่วยบริหารจัดการร้านค้าและให้สินเชื่อ ซึ่งเป็นโมเดลที่ IMF ให้ความสนใจศึกษา
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมงานครั้งนี้อย่างมาก โดยมีการประชุมติดตามความคืบหน้าในทุกระดับ ทั้งระดับนายกรัฐมนตรีที่ติดตามทุกเดือน และระดับกระทรวงการคลังที่ติดตามทุก 2 สัปดาห์ นอกเหนือจากการประชุมที่เป็นทางการแล้ว ไทยยังจัดเตรียมโปรแกรมต้อนรับและส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น “Night Museum”เพื่อแสดงเสน่ห์ของไทยในช่วงค่ำคืน และโปรแกรมท่องเที่ยวในจังหวัดยอดฮิตอย่างเชียงใหม่และภูเก็ต โดยมุ่งหวังว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การจัดงานหนึ่งสัปดาห์ แต่เป็นการฉาย “สปอตไลท์” มาที่ประเทศไทย เพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความพร้อม บทบาทผู้นำในอาเซียน และสร้างความประทับใจที่จะนำไปสู่ความร่วมมือและการลงทุนในอนาคต



