นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ กล่าวในงาน INTERNATIONAL CONFERENCE OF JURISTS & WRITERS FOR WORLD PEACE ที่จัดที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท ว่า ตนเคยเป็นนักเขียนของหนังสือพิมพ์ จนถูกเรียกปรับทัศนคติมากที่สุดถึง 12 ครั้ง เพราะวิจารณ์เศรษฐกิจของรัฐบาลขณะนั้น โดยสาเหตุที่ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำมาตลอดหลายปี จนได้ชื่อว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” เพราะไทยขาดการเจรจาการค้าต่างประเทศมานาน เพราะปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ ทำให้การค้าการลงทุนของไทยหดหาย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยเหลือเพียงปีละ 1.9% และ การส่งออกขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละเพียง 2% ทำให้การส่งออกของเวียดนามแซงการส่งออกของไทยไปไกล เพราะเวียดนามปัจจุบันมี FTA กว่า 60 ประเทศ

ในขณะที่ไทยในขณะนั้นมีเพียง 18 ประเทศและ เพิ่งจะมาเพิ่มเป็น 24 ประเทศในปัจจุบัน ดังนั้นสมัยที่ตนเป็น รมว. พาณิชย์ จึงเร่งให้มีการเจรจาการค้าเป็นเรื่องหลักและให้ความสำคัญสูงสุด เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเป็นเศรษฐกิจเปิด เศรษฐกิจไทยจึงต้องพึ่งต่างประเทศมาก ทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

โดยล่าสุดตนต้องขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภา ที่ร่วมลงมติเห็นชอบความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง ไทย- EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์) ที่เจรจาเสร็จตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.67 และ ลงนามกันในวันที่ 23 ม.ค.68 ที่กรุงดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม World Economic Forum

(WEF) โดยมี อดีตนายกฯแพทองธาร ชินวัตร ร่วมเป็นสักขีพยาน ด้วยคะแนนเสียง 583 เสียง อีกทั้งรัฐสภายังได้เห็นชอบ FTA ระหว่าง ไทย และภูฏาน ที่ลงนามกันตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.68 ในทำเนียบรัฐบาล ระหว่างการประชุม BIMSTEC ในกรุงเทพมหานครด้วย

ทั้งนี้ หลังการเซ็นสัญญา FTA ระหว่างไทย – EFTA แล้ว  การส่งออกของไทยไปประเทศในกลุ่ม EFTA ปี 68 ขยายตัวสูงมากถึง 78.66%  ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล โดยรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เร่งการเจรจา FTA ระหว่างไทย กับ สหภาพยุโรป ให้เสร็จโดยเร็ว หาก FTA ระหว่าง ไทย- สหภาพยุโรป (EU) ที่ควรจะต้องเสร็จตั้งแต่ปลายปี 68 แล้ว เพราะตนได้ตกลงกำหนดวันกับ นาย Maroš Šefčovič, EU commissioner on Trade ผู้เป็นหัวหน้าการเจรจาของ EU ในวันที่ 25 ธ.ค.68 เหมือนที่ตนได้กำหนดวันกับ EFTA ว่าจะเซ็นกันที่การประชุม WEF แต่ปัจจุบันยังไม่เสร็จ

หากการเจรจาสำเร็จ รองนายกฯ และรมว.ศุภจี จะได้มีผลงาน FTA เป็นของตัวเองบ้าง ทำให้การส่งออกของไทยไปอียู จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งจะทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะหลังจากเซ็นสัญญา FTA ไทย-EFTA แล้ว การขอการส่งเสริมการลงทุนไทยพุ่งขึ้นถึง 1.87 ล้านล้านบาทในปี 68 สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และการส่งออกไทยขยายถึง 12.9% ในปี 68 ซึ่งตนได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้นปีว่าส่งออกปี 68 จะขยายตัวเกิน 2 หลัก แต่ไม่มีคนเชื่อทั้งฝ่ายค้าน รวมถึง นักวิชาการ และ ผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ยังหาว่าตนพูดเกินจริงที่การส่งออกพุ่งสูงในครึ่งปีแรก เพราะมีการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงภาษีทรัมป์

แต่หลังจากภาษีทรัมป์ที่ตนไปพบ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง จนทำให้ไทยได้ภาษีทรัมป์ที่ 19% การส่งออกของไทยก็ยังขยายตัวมากจนขยายได้ถึง 12.9% ในปี 68 ต่อมาการส่งออกยังคงแรงไม่หยุดโดย 4 เดือนแรกของปี 69  การส่งออกก็ยังคงขยายตัวพุ่งได้เกือบ 20% ดังนั้นจึงอยากให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และยอมรับความเข้าใจผิดด้วย

หากเจรจา FTA ไทย-EU สำเร็จ จะทำให้ไทยมี FTA  เพิ่มอีก 27 ประเทศ รวมของเดิม 24 ประเทศ เป็น 51 ประเทศ ไล่ตามเวียดนามที่มี FTA ถึงกว่า 60 ประเทศ โดยหวังว่าไทยจะสามารถตามเวียดนามได้โดยไม่ถูกทิ้งห่างไปมาก

นอกจากนี้ยังดีใจที่ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) โดยใน 68 ไทยเป็นเจ้าภาพ และตนถูกถามในเวที WEF  โดยประกาศบนเวที WEF ในต้นปี 68 ว่าจะเสร็จภายใน ปลายปี 68 แต่เพิ่งจะเสร็จเช่นกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับไทยมาก นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เข้ามาลงทุนในไทยทางด้าน Data Center, AI, และ อุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ เพราะไทยมีไฟฟ้ามากและไฟฟ้ามีความเสถียรสูง

อีกทั้งยังเชิญชวนให้ Digital nomads ได้เข้ามาทำงานในไทยมากๆ เพื่อเพิ่มรายได้อีกทั้งช่วยพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยด้วย ทำให้ปัจจุบันการลงทุน Data Center, AI, ที่มูลค่ากว่าล้านล้านบาทแล้ว และ อุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ต่างเข้ามาลงทุนกันอย่างมาก โดยในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา อดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ในปี 67 ตนได้ไปเชิญชวนให้นักลงทุนหลายประเทศเข้ามาลงทุนผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) จนมีการลงทุนเข้ามาผลิต PCB เป็นจำนวนมาก จนไทยกลายเป็นผู้ผลิต PCB รายใหญ่ของโลก ซึ่งจะมีการต่อยอดธุรกิจการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆเข้ามาอีกมาก

ทั้งนี้หากไทยยังรักษาระดับ การค้า การลงทุนและ การส่งออกแบบนี้ได้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นแน่ และจะหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยของเอเชียได้